
เตือนหุ้นบิ๊กซีแพงไปแล้ว
บริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น คว้าชัยชนะซื้อหุ้นของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำนวน 483 ล้านหุ้น หรือ 58.56% รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1.22 แสนล้านบาท ในราคาสูงกว่าตลาดทำให้ราคาในกระดานทะยานขึ้นไปเดือบ 10% และยังลากให้หุ้นในกลุ่มของ "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ขยับขึ้นแรงกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) บริษัท ยูนิ เวนเจอร์ (UV)
บริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น คว้าชัยชนะซื้อหุ้นของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำนวน 483 ล้านหุ้น หรือ 58.56% รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1.22 แสนล้านบาท ในราคาสูงกว่าตลาดทำให้ราคาในกระดานทะยานขึ้นไปเดือบ 10% และยังลากให้หุ้นในกลุ่มของ "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ขยับขึ้นแรงกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) บริษัท ยูนิ เวนเจอร์ (UV)
ภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวถึงการเข้าซื้อกิจการบิ๊กซีของกลุ่มนายเจริญ ว่า ราคาหุ้นบิ๊กซีที่ปรับขึ้นมาในปัจจุบันแพงเกินไปจน เกินมูลค่าเหมาะสมที่ให้ไว้ จึงไม่น่าสนใจในการลงทุน ยกเว้นว่าจะมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนออกมาหรือสามารถนำบิ๊กซีมาต่อธุรกิจได้
ขณะที่ธุรกิจดิสเคาต์สโตร์ถือว่ามีการแข่งขันที่มีความรุนแรง อีกทั้งผู้เล่นในธุรกิจเดิม เห็นได้จากส่วนใหญ่อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมยังติดลบ แต่กลุ่มเจริญถือว่ามีจุดแข็งในด้านโลจิสติกส์ ดังนั้นต้องติดตามว่าหลังเข้าซื้อกิจการแล้วจะสามารถทำให้ธุรกิจมีกำไรได้หรือไม่
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้กลุ่มเจริญจะเข้าซื้อกิจการของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ก็ได้มีการไล่ราคาหุ้นให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะมีความคาดหวังว่าจะเข้าช่วยสร้างการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศได้ แต่ธุรกิจกลับมีผลขาดทุนทำให้ราคาหุ้นปรับลดลงมา
"การเข้าซื้อหุ้นบิ๊กซีในช่วงนี้ ผู้ซื้อคงมองว่าราคาซื้อจะไม่แพงเพราะเศรษฐกิจไม่ดีทำให้ต่อรองได้ง่าย" ภรณี กล่าว
สำหรับมุมมองจากนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่หลากหลาย ส่วนใหญ่ก็จะมีมุมมองราคาเข้าซื้อกิจการที่แพง แนะให้ขายทำกำไรระยะสั้นในหุ้นบิ๊กซี หากราคาปรับขึ้นมาสูง เพราะยังมีความกังวลต่อการจัดคำเสนอซื้อหุ้นจากนักลงทุนทั่วไป (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
บล.โนมูระ พัฒนสิน ให้มุมมองว่า ราคาที่ซื้อครั้งนื้ถือว่าค่อนข้างแพง เทียบเท่าสัดส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่ 29 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันที่ 26 เท่า แต่สิ่งที่ทางกลุ่มจะได้ในเชิงกลยุทธ์ คือ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จะได้ประโยชน์ในเชิงเป็นผู้ผลิตสินค้า เพราะมีอำนาจต่อรองในการขายสินค้ามากขึ้น โดยให้ราคาเป้าหมายส่วนเพิ่มประมาณ 0.3 บาท/หุ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 44.5 บาท และหากมองเกิดผลในระยะยาวแนะนำซื้อลงทุนได้
ขณะที่มีมุมมองเป็นกลางต่อหุ้นบิ๊กซี ที่ให้ราคาเป้าหมาย 200 บาท หากราคาหุ้นปรับใกล้ราคา 253 บาท เป็นจังหวะในการเทขายทำกำไรอย่างเดียว ส่วนเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ แนะนำซื้อลงทุน ประเมินเกิดผลบวกระยะยาวด้านอำนาจต่อรองขายสินค้า ให้ราคาเป้าหมาย 44.5 บาท
บล.เอเซีย พลัส มองว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นระหว่างกันจะเกิดขึ้นในระยะยาวเป็นหลัก โดยบิ๊กซีจะได้ประโยชน์ในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มลำน้ำโขง หรือ CLMV ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่ม ทีซีซีฯ และมีสายป่านยาวอยู่แล้ว โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ให้ราคาพื้นฐานที่ 225 บาท
แต่ยังมีสิ่งที่ต้องติดตาม คือ ต้องดูว่าตกลงจะให้อันไหนเป็นแกนหลักในการทำธุรกิจค้าปลีกระหว่างบิ๊กซี กับ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ทั้งนี้ ผลที่จะเกิดในระยะสั้นยังไม่เกิด เพราะทีซีซีฯ ไม่มีประสบการณ์ด้านค้าปลีก และยังอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้มูลค่าราคาพื้นฐานหุ้นเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ที่ 39 บาท เพราะจะได้ประโยชน์จากการขายสินค้าโดยไม่ต้องลงทุนเอง ช่วยประหยัดต้นทุน และที่สำคัญทำให้บิ๊กซีซึ่งถือมีความพร้อมมากในการเตรียมเข้าสู่การแข่งขันในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตที่การแข่งขันเริ่มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงแนะนำให้แค่เก็งกำไรระยะสั้นตามข่าวที่ราคาไม่เกิน 252 บาท โดยให้ราคามูลค่าพื้นฐานที่ 230 บาท
บล.กสิกรไทย มองว่า ราคาซื้อขายนี้คิดเป็น 30 เท่าของอัตรากำไรสุทธิต่อห้น ในปี 2558 และ 26 เท่าของปี 2559 เทียบกับค่าเฉลี่ยพี/อีบิ๊กซี ที่ 24.6 เท่า ซึ่งปัจจุบันมีราคาเป้าหมายอยู่ที่ 214 บาท/หุ้นเท่านั้น
ดังนั้น จึงแนะนำผู้ถือหุ้นรายย่อยของบิ๊กซีขายทำกำไรไป เพราะต้องมีการทำรายการเทนเดอร์ออฟเฟอร์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เช่นเดียวกับ บล.กรุงศรี ก็แนะนำให้ขาย บิ๊กซี ทำกำไรระยะสั้นไปก่อน เพราะเชื่อว่าในระยะสั้นผลประกอบการบิ๊กซีจะอ่อนตัวตามภาวะเศรษฐกิจะที่ชะลอตัวและราคาซื้อกิจการที่ซื้อขายด้วยพี/อีสูงถึง 27 เท่า ส่วนผลทางอ้อม คือ กลุ่มทีซีซีฯ จะได้ขยายสาขาเพิ่มและเปิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าในเครือมากขึ้นก็ตาม







