posttoday
เปลี่ยนเสียงวิจารณ์ เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

เปลี่ยนเสียงวิจารณ์ เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

08 กุมภาพันธ์ 2559

ความตื่นตัวในการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญของ มีชัย ฤชุพันธุ์ จนสร้างความหงุดหงิดใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์

ความตื่นตัวในการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญของ มีชัย ฤชุพันธุ์ จนสร้างความหงุดหงิดใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องตอบคำถามนี้แทบทุกวัน สะท้อนถึงความตื่นตัวของคนไทยที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคตว่าจะไปทางไหน เพราะคนไทยทั้งประเทศไม่อยากจะติดอยู่ในวังวนของวงจรอุบาทว์ทางการเมืองอีกต่อไป

สิ่งที่ คสช.ควรทำคือการแปรเปลี่ยนความตื่นตัวของสังคมไทยในครั้งนี้ให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ คสช.ที่เคยประกาศไว้ มากกว่าที่จะรอความล้มเหลวของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เหมือนกับที่เราต้องเสียทั้งเวลาและสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชนไปกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่คว่ำร่างรัฐธรรมนูญของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณตัดสิน จนต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่

หาก พล.อ.ประยุทธ์ มองโลกในแง่ดี จะต้องดีใจที่ประชาชนให้ความสนใจกับความเป็นไปของประเทศและต้องการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศ จึงออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ซึ่งเท่ากับเป็นการสนับสนุนการเดินหน้าปฏิรูปประเทศตามแนวทางของ คสช. ซึ่งหาก คสช.และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นและนำไปตรึกตรองด้วยความบริสุทธิ์ใจที่ต้องการจะเห็นประเทศไทยดีขึ้นจริง ความคลางแคลงใจที่หวาดกลัวว่า คสช.จะอยู่ในอำนาจต่อไปก็จะทุเลาลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการทำงานของรัฐบาล

แต่หากจะมองอีกแง่หนึ่ง ก็อาจเป็นไปได้ว่าการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญทั้งจากผู้นำภาคประชาชน นักวิชาการหลายสำนัก นักสังเกตการณ์ทางการเมืองทั่วไป ก็เพราะคนไทยเริ่มอึดอัดกับการเข้ามาควบคุมอำนาจของ คสช.และต้องการให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว แต่ด้วยความเป็นห่วงประเทศไทยจึงไม่เกิดปรากฏการณ์ “รับๆ ไปก่อน” เหมือนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ครั้งนี้ประชาชนจึงออกมาแสดงความคิดเห็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญออกมามีความสมบูรณ์ที่สุด

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญในครั้งนี้จึงเชื่อได้ว่า 99% เป็นการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งเชื่อว่าด้วยวิจารณญาณของสามัญชนโดยทั่วไปสามารถแยกแยะได้ว่าความคิดเห็นใดคือความจริงใจในการร่วมกันผลักดันประเทศให้เจริญก้าวหน้าปราศจากคติ และความคิดเห็นใดเป็นสิ่งที่ออกมาเรียกร้องเพื่อพวกพ้องของตนเองเท่านั้น

เมื่อประชาชนมีความจริงใจแล้ว คำถามก็คือแล้ว “กรธ.” มีความจริงใจมากน้อยแค่ไหน

ระบอบประชาธิปไตย คือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับ ระบอบเผด็จการ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขึ้นโดยยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ นั่นคือคำถามที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นนี้ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการมโนหรือคิดไปเองโดยยังไม่ได้อ่านเนื้อหาอย่างที่เข้าใจ แต่เกิดจากการที่ได้ศึกษาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว พบว่าหลายหมวดส่อไปในทางที่จงใจจะผูกเงื่อนซ่อนปมลากโยงเนื้อหา จนอาจทำให้เกิดอำนาจพิเศษเหนือ 3 เสาหลักประชาธิปไตย คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ซึ่งถ้ามีอำนาจนี้อยู่จริง จะเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร

ไม่มีใครปฏิเสธว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองในอดีตคือสาเหตุสำคัญในการบ่อนทำลายประเทศ ซึ่งไม่มีใครต้องการคนโกงเข้ามาบริหารประเทศ แต่ถามว่าการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อสกัดคนโกงด้วยการสร้างองค์กรขึ้นมามีอำนาจเหนือ 3 เสาหลักประเทศ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ แล้วจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าองค์กรที่ทรงอำนาจนี้จะมีคุณธรรมและยึดหลักจริยธรรมอย่างตรงไปตรงมาตลอดไป

จะมั่นใจได้อย่างไรว่าในอนาคตเมื่อองค์กรทรงอิทธิพลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทางอ้อมจาก 20 กลุ่มอาชีพที่บล็อกโหวตได้ง่าย ในอนาคตจะไม่ถูกแทรกแซงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา หรือคิดแค่เพียงว่าองค์กรที่ทรงอำนาจทั้งหมดนี้จะถูกสร้างขึ้นในยุคของ คสช. จากนั้นก็อยู่ในวาระกันยาวเหยียดเป็นพิเศษ เพื่อคอยกำกับควบคุมนักการเมือง จนกระทั่งใครบางคนที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญหวาดกลัวหมดพลังทางการเมืองไป หลังจากนั้นก็สุดแต่เวรแต่กรรมของประเทศ ถ้าเป็นเช่นนั้นคงน่าเศร้า

แต่หากถามว่าหัวใจสำคัญที่ประชาชนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยกินได้อย่างนั้นหรือ? คำตอบคือไม่ใช่ แต่ที่ต้องทวงถามโรดแมปกันทุกวัน เพราะระบอบการปกครองที่ใช้บริหารประเทศมาเกือบ 2 ปี ไม่สามารถทำให้ประชาชนท้องอิ่มได้ เพราะหากวันนี้คนไทยทุกคนมีกินมีใช้ไม่ขัดสน คสช.ก็สามารถอยู่ได้ยาว โดยไม่มีใครสนใจว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ และถ้าจะมีการเลือกตั้งก็เชื่อว่าประชาชนจะเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อกลับมาเป็นผู้นำประเทศไปอีกตราบนานเท่านาน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี