จำลอง บอนา จากเด็กดอยสู่ยอดแข้งไร้เสียง
“ขอโทษด้วย เราทำเต็มที่แล้ว” ความรู้สึกของนักฟุตซอลคนหูหนวกทีมชาติไทย ที่ส่งผ่านล่ามภาษามือ
โดย...เปรมวดี ปานทอง
“ขอโทษด้วย เราทำเต็มที่แล้ว” ความรู้สึกของนักฟุตซอลคนหูหนวกทีมชาติไทย ที่ส่งผ่านล่ามภาษามือ หลังพ่ายอิหร่าน 3-8 คว้ารองแชมป์โลกเมื่อปลายปีที่แล้ว พร้อมกับเสียงตอบกลับจากแฟนบอลในสนามนิมิบุตรว่า “ไม่เป็นไร” ยังคงเป็นภาพความประทับใจที่ทำเอาหลายๆ คนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ในวันนั้น
เป็นน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจในตัวแทนทีมชาติไทยทุกคน ไม่ต่างกับนักกีฬาปกติ แต่กว่าจะก้าวมาสู่จุดนี้ เส้นทางของนักเตะไร้เสียงต้องผ่านอะไรมามากมาย โดยเฉพาะการยอมรับจากคนปกติ ที่เจ้าของฉายา “ลีซอ 2” จำลอง บอนา ได้ใช้เป็นแรงผลักดันในการพิสูจน์ตัวเอง
“โจ” หรือ จำลอง เป็นเด็กหนุ่มชาวดอย 100 เปอร์เซ็นต์ใน จ.เชียงราย มีพี่น้อง 3 คนเป็นลูกคนกลาง ด้วยฐานะครอบครัวยากจนมีอาชีพปลูกผักเล็กๆ น้อยๆ ทำให้พี่สาวและน้องสาวไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เขาโชคดีได้สิทธิเรียนฟรีในฐานะคนพิการ จึงไปสมัครเรียนที่โรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร เนื่องจากครอบครัวอยากให้เรียนหนังสือสักคน
ด้วยความรักในกีฬาฟุตบอลและเริ่มฉายแววโดดเด่น ทำให้จำลองได้เป็นตัวแทนทีมโรงเรียนแข่งกีฬานักเรียนคนพิการและสามารถช่วยทีมคว้าเหรียญทองได้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งขึ้นมัธยมปลาย ผู้จัดการทีมฟุตบอลคนหูหนวก เห็นแววเพชรเม็ดงามจากการแข่งขันกีฬาชิงแชมป์ประเทศไทย จึงเรียกเข้ามาเก็บตัวทีมชาติเป็นครั้งแรกในปี 2548
หลังจบ ม.6 จำลองได้รับการชักชวนจาก ชนินันท์ แย้มขวัญยืน ล่ามภาษามือและผู้ฝึกสอนกีฬาคนหูหนวกของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตและสมาคมกีฬาคนหูหนวก ให้เข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย โดยได้ทุนเรียนฟรีในฐานะนักกีฬาทีมชาติและเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย และที่นี่ทำให้เขาได้ร่วมทีมกับนักฟุตบอลปกติ นอกเหนือจากการเล่นทีมฟุตบอลและฟุตซอลคนหูหนวก
“ตอนแรกก็จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคนปกติ เพราะไม่ได้ยินเวลาผู้รักษาประตูสั่ง หรือเพื่อนๆ ตะโกนบอกกันก็ต้องพยายามใช้ตาดู หรือบางทีสีหน้าของเพื่อนบางคนก็มองแบบดูถูก จะเล่นได้เหรอ แต่เขาก็ไม่โมโห บอกตัวเองว่า สู้ ต้องทำได้ และมั่นใจในการเล่นฟุตบอลของเขาจะใช้ภาษามือบอกว่า ‘รอดูๆ’ หลังจากนั้นเขาก็พิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถในการเล่นฟุตบอล และได้รับการยอมรับในที่สุด” ชนินันท์ บอกเล่าแทนเจ้าตัว
อย่างไรก็ตาม การเรียนมหาวิทยาลัยมีเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเข้ามา เพราะได้รับแค่ทุนการศึกษา ส่วนค่ากิน ค่าหอพักต้องหาเอง จึงเป็นที่มาของการเดินสายรับจ้างแข่งฟุตบอลกับคนปกติ ไม่ว่าจะเป็นรายการชิงถ้วย อบต. หรือรายการอะไรได้พอเป็นรายได้ จำลองรับหมด บางครั้งไปแข่งแมตช์เดียวได้ 300 บาทก็มี หรือบางครั้งถ้าได้มากหน่อยก็ส่งกลับไปช่วยที่บ้านด้วย เช่น ช่วงกีฬามหาวิทยาลัย หรือกีฬาแห่งชาติ ที่จะได้รับเบี้ยเลี้ยงหลักหมื่น อาศัยเก็บเล็กผสมน้อยบวกกับใช้จ่ายอย่างประหยัด จนสามารถเรียนจบ 4 ปีในคณะคหกรรมศาสตร์สำเร็จ
วันเวลาผันเปลี่ยนจากรั้วมหาวิทยาลัยก้าวออกมาสู่ชีวิตการทำงานไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อข้อจำกัดของการเป็นคนหูหนวก ทำให้หางานค่อนข้างยาก และต้องไปทำงานในครัวของเคเอฟซีอยู่ระยะหนึ่ง
“ตอนนั้นคิดว่าคนปกติเหนือกว่ามาก แต่ก็พยายามสู้ให้ถึงที่สุด” จำลอง บอกผ่านชนินันท์
จนในที่สุดโชคชะตาก็เข้าข้างคนไม่ยอมแพ้ แข้งไร้เสียงทีมชาติไทยได้เข้าทำงานที่ทีพีไอ ในตำแหน่งคีย์ข้อมูลและฝ่ายเอกสาร รับเงินเดือน 1.3 หมื่นบาท แต่ช่วงเก็บตัวทีมชาติเพื่อสู้ศึกฟุตซอลชิงแชมป์โลกครั้งล่าสุดเมื่อปลายที่แล้ว ต้องเก็บตัวต่อเนื่องจนกระทบเวลางาน จึงตัดสินใจลาออกจากงาน เพราะต้องการทุ่มเทให้กับฟุตบอลอย่างเต็มที่
แม้การย้ายงานใหม่มาอยู่ที่บริษัท ไตรกรุ๊ป รัชดา จะทำให้จำลองได้เงินเดือนน้อยลงเหลือ 9,900 บาท แต่ก็เปิดโอกาสให้มาเล่นทีมชาติได้เต็มที่เมื่อมีโปรแกรมแข่ง โดยไม่คิดเป็นวันลา
“ความฝันสูงสุดคืออยากเป็นนักเตะทีมชาติคนปกติ อยากไปแข่งซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ แม้จะรู้ว่ามีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็ยังอยากฝันและพยายามดู”
ที่ผ่านมา จำลองเคยก้าวเข้าสู่เส้นทางนักฟุตซอลอาชีพมาแล้วกับลีโอบีจี แต่เนื่องจากทีมมีปัญหาเรื่องสปอนเซอร์ ทำให้ถอนทีมออกไป ขณะที่ล่าสุดถูกเรียกตัวไปทดสอบฝีเท้ากับทีมมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ ในดิวิชั่น 1
นอกจากการเดินตามความฝันบนถนนสายลูกหนัง โดยถือคติ “สู้ไม่ถอย ต้องทำได้” แล้วเป้าหมายอีกอย่างที่แข้งช้างศึกไร้เสียงอยากทำให้เป็นจริง คือ การได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาแห่งชาติของคนปกติ และหวังว่าจะได้เห็นการเพิ่มเงินรางวัลของนักกีฬาคนพิการและคนหูหนวกให้เท่าเทียมกับนักกีฬาปกติ
ทั้งนี้ นักกีฬาหูหนวกไม่ถูกจัดรวมอยู่ในมหกรรมกีฬาคนพิการอย่างอาเซียนและเอเชียนพาราเกมส์ หรือพาราลิมปิก แต่จะแยกออกมาเป็นกีฬาคนหูหนวกโดยเฉพาะ
เรื่องราวของจำลองถือเป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนว่า คนเราอาจจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถเดินตามความฝันของตัวเองและประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ขอเพียงเงยหน้า “สู้” กับอุปสรรคขวากหนามที่ผ่านเข้ามาด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง


