
เปิดตำนานเจ้าพ่อซาเล้ง สมเกียรติ-เจเคซีไบค์
เปิดตำนาน "เจเคซี ไบค์" ผู้ผลิตจักรยานรายแรกในประเทศไทย เจ้าของสมญา "เจ้าพ่อซาเล้ง"
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
เปิดตำนาน "เจเคซี ไบค์" ผู้ผลิตจักรยานรายแรกในประเทศไทย เจ้าของสมญา "เจ้าพ่อซาเล้ง" ซึ่งในเวลานี้ สมเกียรติ อนันต์สรรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานภายใต้แบรนด์ "ไอโคนิค" (Iconic) ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่เข้ามารับช่วงต่อกิจการผลิตรถจักรยานของครอบครัว โดยใครเลยจะคิดว่ากว่าจะเป็น "เจเคซี" ผู้ผลิตจักรยานที่แข็งแกร่งได้อย่างทุกวันนี้ ครอบครัวอนันต์สรรักษ์จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคมามากเพียงใด
สมเกียรติ ทายาทรุ่นสองของ เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี กล่าวว่า รุ่นคุณพ่อเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจจักรยาน โดยคุณพ่อเป็นชาวจีนมาจากแผ่นดินใหญ่ มาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ตอนนั้นยากจนมาก อาศัยนอนในโบสถ์คริสต์ จนได้พบรักกับสาวชาวเวียดนาม ซึ่งได้นำจักรยานสามล้อจากเวียดนามเข้ามา คุณพ่อก็เริ่มเรียนรู้วิธีผลิต จนพัฒนาสู่จักรยานรุ่นท่าเรือ ซึ่งได้กลายเป็นขวัญใจผู้ใช้แรงงาน ขนบรรทุกสินค้าและน้ำแข็ง หลังจากนั้นได้ต่อยอดพัฒนาเป็นรถจักรยานเพื่อการบรรทุกหรือ "รถซาเล้ง" ไว้ขนน้ำแข็งและเตาถ่านหุงต้ม ฯลฯ เร่ขายได้ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่คนจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย และเข้ามาทำมาค้าขาย คุณพ่อทำรถซาเล้งมายาวนานมาก
จนกระทั่งราวปี 2502 ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 1 (ในยุคเริ่มแรกเรียกว่ากีฬาแหลมทอง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อซีเกมส์ในปี 2520) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นต้องการให้บ้านเมืองมีภาพลักษณ์ที่มีความเจริญต่อสายตานานาชาติ จึงได้สั่งห้ามผลิตรถจักรยานซาเล้งอีก
เวลานั้นเรียกว่าครอบครัวล้มละลายเลย เพราะเท่ากับว่าต้องปิดกิจการไปโดยปริยาย หลังจากซวนเซอยู่นานถึง 2-3 ปี คุณพ่อก็เริ่มกลับมาตั้งตัวได้ใหม่ หยิบยืมเงินจากญาติพี่น้องได้ ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่หันไปผลิตรถจักรยาน 26 นิ้วกุญแจคอ ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมมากในช่วงเวลานั้น
"เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ถ้าบ้านไหนมีรถจักรยาน 26 นิ้วกุญแจคอ ถือว่าเท่มาก หรูหรา เพราะราคากว่า 1,000 บาทในยุคนั้นถือว่าแพงมาก แต่ก็ขายดิบขายดี ผลิตไม่ทัน ตอนนั้นคุณพ่อก็บังคับให้ช่วยผลิตด้วย เลยรู้สึกไม่ชอบ เพราะผลิตยากมาก แต่ทุกวันนี้ต้องขอบคุณคุณพ่อที่สอนให้มีวิชา และอดทนทำในสิ่งยากๆ ได้สำเร็จ ทำให้รู้สึกรักในสิ่งที่ทำและทำให้เติบโตจนถึงวันนี้"
ในช่วงที่เริ่มพัฒนารถจักรยานทั้งรุ่น 26 นิ้ว 27 นิ้ว และ 28 นิ้วมาต่อเนื่อง ซึ่งยุคนั้นยังไม่ได้เน้นเรื่องการสร้างแบรนด์ โดยจักรยานเหล่านี้ถูกเรียกว่า “สแตนดาร์ด สปอร์ต” แต่ระยะหลังๆ ก็เริ่มใช้แบรนด์ “นิว ไลอ้อน” โดยคุณพ่อทำตลาดรถจักรยานสแตนดาร์ด สปอร์ต มาได้ราว 15 ปี ก็เริ่มมีคู่แข่งทั้งแบรนด์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือจากผู้ผลิตในไทย ซึ่งช่วงเวลานั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ เพราะยังมองไม่เห็นว่าสำคัญ แต่ก็ต้องปรับตัวรับการเข้ามาของคู่แข่ง
จังหวะนั้น เจนสองอย่าง “สมเกียรติ” ก็เริ่มเข้ามาสานต่อ หลังจากช่วยงานด้านการผลิตจักรยานจากคุณพ่อมายาวนาน โดยได้แตกไลน์มาทำจักรยานเสือภูเขาหรือเอ็มทีบี และจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ซึ่งเป็นช่วงที่จักรยานทั้งสองประเภทเป็นกระแสที่มาแรงมาก และได้รับความนิยมในหมู่คนไทย โดยในช่วงเวลานั้นใช้แบรนด์จากัวร์ และอีเกิ้ล ซึ่งพอจะทำตลาดจริงจังและอยากจดลิขสิทธิ์ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะแบรนด์ดังกล่าวถูกจดลิขสิทธิ์ในสินค้าประเภทอื่นไปแล้ว
หลังจากนั้นก็เริ่มหันมาปั้นแบรนด์อื่น โดยจักรยานผู้ใหญ่ ภายใต้ชื่อเพรสซิเด้นท์ และทอร์นาโด และจักรยานเด็ก ภายใต้แบรนด์ โกสท์ และไดโนเสาร์ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์เพรสซิเด้นท์ไม่ค่อยได้ทำตลาดแล้ว ส่วนแบรนด์ทอร์นาโด เน้นแถบอีสาน และฝั่งชายแดน เช่น ลาว เวียดนาม โดยตลาดจักรยานที่ใหญ่ในไทยจะอยู่แถบอีสาน ส่วนล่าสุดก็มีแบรนด์หลัก คือ ไอโคนิค ทำตลาดในวงกว้าง เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,500 บาท จนถึงหลักหมื่นบาท
ธุรกิจเจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ยุคเจน 2 สมเกียรติ เล่าว่า เจเคซี ไบค์ ยังคงดำเนินธุรกิจด้านผลิต และจัดจำหน่ายรถจักรยานในประเทศไทย และรับจ้างผลิตโออีเอ็ม เพื่อรองรับกระแสความนิยมทั้งด้านสุขภาพ และรักษ์โลก โดยมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่ศาลายา บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ใช้เงินลงทุนร่วม 100 ล้านบาท เป็นค่าที่ดิน เครื่องจักร-อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยการผลิตเต็มที่แบ่งเป็นจักรยานทั้งคัน 1.8 แสนคัน/ปี ส่วนจักรยานซีเคดี 2.4 แสนคัน/ปี
โรงงานแห่งนี้ทำการผลิตตัวถังจักรยาน และชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ตัวถัง ตะเกียบ บังโคลน บังโซ่ ปลอกมือ แฮนด์ อานนั่ง ฯลฯ และสามารถผลิตรถจักรยานได้ทุกขนาด และทุกประเภท ตั้งแต่วงล้อขนาด 12 นิ้ว ไปจนถึง 28 นิ้ว ควบคู่ไปกับการผลิตทั้งแบรนด์ของตัวเอง คือ แบรนด์ “ไอโคนิค" รวมไปถึงการรับจ้างผลิตโออีเอ็ม และผลิตจักรยานนวัตกรรมตามแบบที่ลูกค้ากำหนดด้วยการคัดสรรทุกชิ้นส่วน เน้นควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ดูแลด้านการส่งมอบสินค้าที่สมบูรณ์ถึงมือลูกค้าทุกชิ้น
ในด้านการตลาดนั้น สมเกียรติ กล่าวว่า เพื่อรองรับกระแสความนิยมการใช้จักรยาน ตลอดจนรองรับสภาวะการแข่งขัน เจเคซี ไบค์ จึงใช้กลยุทธ์การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ โดยมีแบรนด์ไอโคนิคเป็นเรือธง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย พัฒนาจักรยานรุ่นใหม่ๆ ตามสมัยนิยม เช่น จักรยานเสือหมอบ และเสือภูเขา จักรยานพรีเมียมที่เจาะตลาดองค์กรที่เน้นนโยบายด้านซีเอสอาร์ และจักรยานแบบโมดิฟาย (Modify) เพื่องานด้านโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ที่มีความต้องการมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การพัฒนารุ่นพิเศษ สำหรับคนที่มีปัญหาทางร่างกายให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดียิ่งๆ ขึ้น โดยได้นำเข้าจากประเทศไต้หวัน มีจุดเด่น คือ เป็นระบบไฟฟ้า มีราคาประมาณ 3 หมื่นบาท จัดจำหน่ายผ่านช่องทางขายตรง และช่องทางโรงพยาบาลทั่วประเทศ
ปัจจุบันภาพรวมตลาดรถจักรยานทุกประเภทมีจำนวนกว่า 2 ล้านคัน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจเคซี ไบค์ มีอัตราการเติบโต 25% ต่อเนื่อง เป็นผลจากกระแสความนิยมในการขับขี่จักรยาน และยิ่งในปีที่ผ่านมามี 2 กิจกรรมใหญ่ภายใต้ชื่อโครงการ bike for MOM และ BIKE FOR DAD ทำให้ตลาดรถจักรยานโดยภาพรวมในปีที่ผ่านมาคึกคักอย่างยิ่ง และความนิยมในรถจักรยานที่มากขึ้น การเลือกรถจักรยานที่ได้มาตรฐาน ถือว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากความนิยมในการใช้จักรยานมีแนวโน้มสูงขึ้น นับเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมนี้ที่ภาครัฐจะหันมาให้ความสำคัญ
สมเกียรติ กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนให้ผู้มีบทบาทด้านนี้ เช่น สมาคมส่งเสริมจักรยานทั้งภาครัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ให้การสนับสนุน ด้วยการออกเครื่องหมาย มอก. ในรูปแบบสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพให้กับสินค้า และโรงงานผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานผลิตสินค้าคุณภาพ ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ และชิ้นส่วนนำเข้า เพื่อรับประกันคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมองว่าสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพ มอก. ช่วยยกระดับ และพัฒนาอุตสาหกรรมจักรยานในประเทศไทยให้เทียบชั้นระดับสากลได้
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโต คือ สภาวะการแข่งขัน การถูกบีบเรื่องราคาจากพ่อค้าปลีกรายใหญ่ ลูกค้าที่สั่งสินค้าจำนวนมากกดราคา ทำให้หลายโรงงานลดสเปกให้อยู่ในระดับราคาที่พอรับได้ สินค้าจากต่างประเทศมีราคาถูกกว่า จากต้นทุนค่าแรงที่ถูกกว่า การดัมพ์ราคากันในช่วงหน้าฝน ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น และไม่สามารถทำราคาได้ดีเท่าที่ควรในช่วงปลายปีและเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ วันเด็ก ตรุษจีน และสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูการขาย จึงทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถเติบโตเท่าที่ควร
ภาพรวมทั้งหมดจึงสะท้อนให้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นเจ้าพ่อซาเล้งได้ ต้องผ่านหลุมบ่ออุปสรรคต่างๆ มากมาย เพราะเส้นทางนี้ไม่โด้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มีหนามซ่อนไว้ให้เจ็บๆ คันๆ ตลอด







