
Shizuoka 11
จากศาลเจ้าคุโนะโทโชงุ ถ้านั่งกระเช้าย้อนกลับขึ้นไปบน Nihondaira แล้วนั่งรถต่อไปอีกนิดหนึ่งก็จะถึงที่พักสุดหรู
จากศาลเจ้าคุโนะโทโชงุ ถ้านั่งกระเช้าย้อนกลับขึ้นไปบน Nihondaira แล้วนั่งรถต่อไปอีกนิดหนึ่งก็จะถึงที่พักสุดหรู Nippondaira Hotel โรงแรมที่อยู่บนโลเกชั่นที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงกว่า 300 เมตร มองลงไปด้านล่างเป็นเมือง Shimizu และอ่าว Suruga โดยมีภูเขาไฟฟูจิยืนเด่นอยู่ระยะไกล และด้วยขนาดที่ใหญ่เป็นพิเศษ จึงทำให้ภาพที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าเหมือนถูกจัดวางองค์ประกอบไว้ได้อย่างสมบูรณ์โดยศิลปินระดับปรมาจารย์ เพราะมันงดงามแบบหาที่ติไม่ได้เลย
โรงแรม Nippondaira เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวดีลักซ์ เทียบชั้นได้กับ The Windsor Hotel Toya Resort & Spa บนเกาะฮอกไกโด ซึ่งเคยต้อนรับคณะผู้นำจากชาติมหาอำนาจ G8 เมื่อปี 2008 มาแล้ว และโรงแรม Nippondaira ก็ยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่รัฐบาลญี่ปุ่นหมายตาไว้ว่าจะใช้จัดประชุม G7 ในปี 2016 นี้ แต่ท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ก็ได้ตัดสินใจเลือกไปจัดแถว Ise-Shima ในจังหวัดมิเอะ ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ ทัศนียภาพอันงดงาม รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีที่ลึกซึ้ง แต่ถึงจะไม่ได้รับการคัดเลือก เท่านี้ชื่อเสียงของโรงแรมนิปปอนไดระก็หอมหวนยิ่งขึ้นไปอีกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะสุดยอดทัศนียภาพที่ไม่เป็นสองรองใครจากเกือบทุกมุมของโรงแรม บวกกับการบริการที่ยอดเยี่ยมของพนักงาน ทำให้โรงแรมแห่งนี้เป็นที่พักที่พลาดไม่ได้สำหรับลูกค้าระดับไฮเอนด์
ก้าวแรกที่เดินเข้าโรงแรมมาก็ประทับใจแล้วครับ เพราะจากล็อบบี้สามารถมองเห็นวิวพาโนราม่าของห้องอาหาร The Terrace ที่ด้านล่าง ซึ่งมีกระจกใสใหญ่โตประมาณจอภาพยนตร์ IMAX มองทะลุทะลวงออกไปเห็นไกลถึงภูเขาไฟฟูจิโน่น ไม่เป็นอันเช็กอินกันเลยทีเดียว ห้องพักของที่นี่มีหลายระดับให้เลือก แต่ที่อยากแนะนำคือไหนๆ จะมานอนแล้วก็ควรเลือกห้องระดับ Nippondaira Twin เป็นอย่างต่ำ ด้วยขนาดที่กว้างขวางถึง 45 ตร.ม.ไม่รวมระเบียงด้านนอกอีก 11 ตร.ม. พร้อมผนังกระจกขนาดใหญ่เท่าความกว้างของห้อง สามารถมองเห็นวิวได้เต็มตา และเพราะการจัดวางตำแหน่งของเตียงที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้จากบนเตียงนอน ยิ่งตอกย้ำความพิเศษของห้องพักระดับนี้ได้เป็นอย่างดี ท่านสามารถนอนชมวิวระยิบระยับของเมืองชิมิสึยามค่ำคืนจนหลับไปอย่างมีความสุข และตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นทั้งๆ ที่ยังงัวเงียเมื่อเห็นภูเขาไฟฟูจิที่ปลายเท้า ผมนี่ลุกแทบไม่ทันเลยครับ รีบหยิบกล้องออกไปถ่ายรูปที่ระเบียงโดยไม่สนใจว่าจะหนาวแค่ไหน แสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ สว่างขึ้นทีละนิดจากตี 5 จน 6 โมงเช้า ทำให้ได้ภาพยามเช้าที่หลากหลายอารมณ์ แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้วกับการได้มานอนโรงแรมนี้
ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวลงมาทานอาหารเช้าตั้งแต่ไก่โห่ เพราะอยากนั่งทานไปชมวิวไป จริงๆ ที่ห้องอาหาร The Terrace จะนั่งตรงไหนก็เห็นวิวเกือบหมด แต่คิดว่าถ้าได้นั่งแถวแรกสุดติดผนังกระจกก็คงจะดีงาม แต่ถ้าวันไหนฟ้าใสแดดดีไม่มีเมฆเลยก็ต้องพิจารณากันอีกครั้ง เพราะบางฤดูกาลตำแหน่งของแสงอาทิตย์สาดส่องมาพอดี หลายท่านอาจไม่ชอบ ผมสังเกตดูจากที่พนักงานจะจัดที่นั่งตอนกลางและตอนบนให้ลูกค้าก่อน ส่วนด้านล่างสุดที่ชิดกระจกจะจัดให้ทีหลัง ก็น่าจะเป็นไปอย่างที่ผมคาดเดา
นอกจากนี้ ที่ Upper Lounge บนชั้น 6 ยังเป็นที่ที่เหมาะจะมานั่งดื่มกาแฟ หรือจิบค็อกเทลสังสรรค์กันได้ตั้งแต่ 11 โมงเช้ายันเที่ยงคืน ดื่มไปจิบไปชมวิวเมืองบวกทะเลและภูเขาไฟฟูจิกันไป หาที่ไหนไม่ค่อยมี นอกจากที่ Nippondaira Hotel แห่งนี้เท่านั้นครับ







