
เปิดแผนเซ็นเซอร์โซเชียล 'เราคุมเกมเหนือ กูเกิล-ไลน์'
เป็นข่าวครึกโครมหลังจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ / ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
เป็นข่าวครึกโครมหลังจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เตรียมผลักดันมาตรการปฏิรูปการใช้สื่อออนไลน์จนถูกวิจารณ์ว่าพยายามควบคุม ลิดรอนเสรีภาพประชาชน
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมาธิการฯ หัวหมู่ทะลวงฟันในการควบคุมการใช้สื่อออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย โดยเชิญตัวแทน Google (กูเกิล) ของสหรัฐมาหารือในกรรมาธิการฯ เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เพื่อขอร้องให้ถอดคลิปหมิ่นสถาบัน และสื่อที่เป็นภัยต่อความมั่นคงบนเว็บ YouTube (ยูทูบ)
ไม่เท่านั้น พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ยังระบุผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า รัฐบาลจะขอให้ Facebook (เฟซบุ๊ก) และ LINE (ไลน์) ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลให้ถอดเนื้อหาที่คิดว่าจะเป็นอันตรายต่อความสงบและความเรียบร้อย โดยกรรมาธิการฯ เตรียมหารือผู้บริหารทั้งสองบริษัทในอีก 3 เดือนข้างหน้า
กระทั่ง ไลน์ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ว่า ได้รับทราบการขอตรวจเช็กข้อมูลการใช้บริการผ่านไลน์ ซึ่งทางบริษัทยังคงยืนยันในเรื่องการรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน หากทางไลน์ ประเทศไทย ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ทางบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือและพิจารณาเพื่อหามาตรการที่เหมาะสม ไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศไทย
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก่อนมานั่งเก้าอี้สมาชิก สปท. เขาดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ผบก.ปอท.) ได้รับฉายาว่า “มือปราบคุมไลน์” “มือปราบแฮ็กเกอร์” หลังเกษียณอายุราชการปี 2556 โยกมานั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงไอซีที ตามด้วยสมาชิก สปท.ในปัจจุบัน
“เรื่องที่ควรทำ แต่ไม่มีใครกล้า ผมนี่แหละกล้า ไม่กลัวเสียงวิจารณ์ พร้อมตอบคำถามทุกสื่อ”
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันกับทีมงานโพสต์ทูเดย์ ก่อนจะอธิบายผลสรุปของกรรมาธิการฯ เรื่องทิศทางปฏิรูปสื่อออนไลน์ว่า
“เอาให้เคลียร์เลยนะ ผมเอาผลของการกระทำ ผมไม่ได้เอาผิดตอนที่คุณกระทำ ผมถามกลับหน่อยว่า สิทธิเสรีภาพให้สิทธิคุณทำได้ทุกอย่างแบบไม่มีข้อจำกัดเลยใช่หรือไม่ ผมว่ามันไม่ใช่ แต่สิทธิและเสรีให้ได้ตามกรอบของกฎหมาย เมื่อใดที่คุณใช้สิทธิเกินเลยไปกระทำผิดกฎหมาย เกินเลยคนอื่น ละเมิดสถาบันเบื้องสูง กระทบความมั่นคงของรัฐ สิ่งนี้คุณมีสิทธิทำได้หรือ ผมตอบให้เลยว่าไม่ได้ ดังนั้นผมเอาผลจากการกระทำมาเอาผิด คุณอยากทำอะไรก็ทำไป แต่ถ้าเห็นว่ามันละเมิด ผมก็จะทำเรื่องถอดถอนข้อความนั้นออก”
อึ้ง จนท.ไอทีซี คุมเน็ตทั่วประเทศมีแค่ 10 คน
คำยืนยันจากคำถามแรกของ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ชัดเจนว่า สิทธิในการทำอะไรทุกอย่างบนโลกออนไลน์ยังอยู่ที่มือของประชาชน แต่เมื่อเป็นข้อความ เนื้อหา คลิปวิดีโอ ภาพนิ่ง ที่ไปกระทบต่อชาติ ความมั่นคงของรัฐ และสถาบันเบื้องสูง ถือว่ายอมไม่ได้ และจำต้องถอดเนื้อหานั้นออกจากสารบบโลกออนไลน์ทันที
ปัญหาของสื่อออนไลน์เป็นสิ่งที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ได้ศึกษามาอย่างลงลึก ตั้งแต่สมัยเป็น ผบก.ปอท. โดยพบว่าปัญหานี้สะสมมานานถึง 5 ปี นับตั้งแต่ที่โซเชียลมีเดียได้เข้ามาทักทายคนไทย ต่างจากสื่ออื่น ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ ที่จะมีระบบคัดกรองก่อนออกสู่สาธารณะ ขณะที่สื่อออนไลน์แพร่กระจายที่ตรง รวดเร็ว และขาดการยั้งคิด ขณะเดียวกัน ประชาชนที่นอกจากเป็นผู้รับสื่อออนไลน์แล้ว ยังสามารถเป็นผู้เผยแพร่ได้เองอีกด้วย
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ อธิบายว่า พื้นฐานความคิดการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยกับชาติตะวันตกมีความแตกต่างกัน คนไทยจะสนใจแต่เพียงว่า รู้ก่อนคือเท่ และพร้อมจะเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องออกไปโดยไม่ยั้งคิด อีกทั้งไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะตามมา และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นคือความจริงหรือความเท็จ และผลที่ว่าก็สร้างความเสียหายให้กับความมั่นคงของชาติหรือสถาบันได้ นำมาสู่การปฏิรูปสื่อออนไลน์ เป็นโจทย์ที่ สปท.คิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจ และใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ ไม่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ทำผิดกฎหมาย และที่สำคัญคือไม่กระทบต่อชาติ สังคม และสถาบัน
ปัญหาที่ปวดหัวรัฐบาลในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศขณะนี้ หนีไม่พ้นเรื่องการต่อต้านรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์ และการกระทำบางอย่างที่เข้าข่ายกระทบความมั่นคง และสถาบันหลักของชาติ แน่นอนว่า คสช.ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะข้อความหรือข่าวสารที่แพร่ออกสู่โลกออนไลน์อาจจะสั่นคลอนอำนาจของรัฐบาลได้ง่ายๆ
ที่ผ่านมา พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ยอมรับว่า เคยมีการร้องขอให้ผู้ให้บริการต่างประเทศช่วยเหลือในด้านนี้ ด้วยการถอดเนื้อหาที่ คสช.ไม่ต้องการ หรือเนื้อหานั้นอาจผิดกฎหมายออกไป แต่ต้องเข้าใจว่าบริบทระหว่างกฎหมายไทยและต่างชาตินั้นต่างกัน
“เราขอความร่วมมือผู้ให้บริการต่างประเทศ และขณะนี้ก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีกว่าเมื่อก่อนมาก แต่เดิมอาจเป็นเพราะไม่มีการพูดคุยกัน เขา (ผู้ให้บริการต่างประเทศ) ถึงไม่ให้ความร่วมมือ อีกทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเรา กฎหมายไทยไปควบคุมเขาไม่ได้ อาจจะผิดของเราแต่ไม่ผิดตามความคิดของเขา การถอดเนื้อหาใดๆ จึงเป็นเรื่องยาก เช่น เรื่องความผิดอาญามาตรา 112 และทัศนคติขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยและต่างชาติไม่เหมือนกัน ต่างประเทศอาจจะวิจารณ์ประมุขของประเทศได้อย่างปกติ เพราะถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ แต่สำหรับประเทศไทยแล้วไม่ใช่ เป็นสิ่งที่คนไทยรับไม่ได้”
กูเกิลขอปลดล็อกพรบ.คอมพิวเตอร์
อดีต ผบก.ปอท. กล่าวว่า ผู้ให้บริการเห็นความสำคัญของสมาชิกเป็นหลัก และแข่งขันกันด้วยคำว่าสิทธิเสรีภาพ แน่นอนว่า หากบริษัทไหนเอาข้อมูลสมาชิกส่งให้รัฐ คนอื่นก็ต้องเทไปยังผู้ให้บริการรายใหม่แทน มันจึงไปขัดนโยบาย เมื่อเป็นเช่นนั้น ความยากลำบากจึงเกิดขึ้น เช่น คลิปวิดีโอที่ปรากฏบนยูทูบ แต่ผิดกฎหมายของไทย ที่ผ่านมาเราเคยร้องขอไปทางผู้ให้บริการนับร้อยๆ ครั้งเพื่อให้ถอดออก แต่การตอบสนองกลับมาก็ไม่ถึง 10% อีกทั้งยังช้า บางคลิปใช้เวลาถึง 6 เดือนถึง 1 ปีกว่าจะถอดออก ขณะที่คลิปก็ได้แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างแล้ว
ปัญหาจะคลี่คลายได้ต้องเกิดจากการพูดคุยและเจรจากันเท่านั้น เมื่อ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เห็นดังนั้นจึงเดินหน้าประสานไปยังกูเกิลที่มีสาขาอยู่ที่สิงคโปร์ ครั้งแรกเป็นการเชิญอย่างไม่เป็นทางการ โจทย์ที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ต้องการคือความร่วมมือจากเจ้าของเสิร์ชเอนจิ้นเบอร์หนึ่งของโลกรายนี้ ให้ช่วยเหลือถอดคลิปที่ผิดกฎหมายไทยบนยูทูบให้ “รวดเร็ว” ยิ่งขึ้น ขั้นแรกกูเกิลยอมรับฟังปัญหาตามที่กรรมาธิการฯ เสนอ
ครั้งต่อมาเมื่อเดือนที่แล้ว สปท.เชิญอย่างเป็นทางการ ให้กูเกิลมาชี้แจงที่รัฐสภา เพื่อพูดคุยถึงกระบวนการความร่วมมือตามที่ได้เสนอ และครั้งนี้เองที่กูเกิลยินยอมตามข้อเสนอของกรรมาธิการฯ
“กูเกิลยังมีข้อเสนอกลับมาให้ไทยว่า มีโครงการที่จะทำให้คนใช้สื่อได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งโครงการนี้ใช้ทำทั่วโลก และยินดีที่จะนำโครงการนี้มายังประเทศไทย รูปแบบคือการอบรมให้เด็กเยาวชนในทุกระดับรู้จักอินเทอร์เน็ตและใช้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเราก็ยินดี” พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกถึงผลเจรจา
สำหรับการขอตรวจสอบข้อมูลทางไลน์นั้น พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ขยายความว่า กรรมาธิการฯ ถือว่าการคุยในกลุ่มปิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ไม่ถือว่าเป็นความลับเพราะสมาชิกแต่ละคนสามารถแชร์คลิป กระจายข้อมูลที่อาจผิดกฎหมายได้ ตรงนี้กรรมาธิการฯ ก็อาจขอความร่วมมือจากบริษัท ไลน์ แต่ย้ำว่าเราจะเน้นเฉพาะคลิป หรือข้อความที่ผิดกฎหมายและเป็นภัยต่อความมั่นคงเท่านั้น
“อย่างเรื่องไลน์ ประชาชนกังวลกันว่าเจ้าหน้าที่รัฐมาแอบส่องในที่ที่เราพูดคุยกันหรือเปล่า ผมบอกเลยว่าเราทำไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่เมื่อไหร่ที่ผมเห็นข้อความมันแพร่ออกมาสู่สาธารณะ ผมก็จะเอาผิดเหมือนกัน และร้องขอให้ถอดข้อความนั้นออกไป ผมทำที่ผล ไม่ได้ทำที่เหตุ ผมไม่ไปแตะส่วนนั้นที่คุณกังวลกัน อีกทั้งการเข้าถึงก็ต้องมีกฎหมายให้อำนาจพนักงานในการตรวจสอบสำหรับการเรียกดูข้อมูล ซึ่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก็ให้อำนาจไว้เช่นกัน แต่เป็นเรื่องที่ตำรวจต้องเข้าไปจัดการเอง ไม่ใช่หน้าที่ของผม”
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า เรื่องสำคัญคือไทยเป็นตลาดใหญ่ที่มีคนใช้อินเทอร์เน็ตมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ผู้ให้บริการต่างประเทศก็มองเห็นอนาคตของการลงทุน การทำธุรกิจ แต่ยังไม่กล้าเพราะติดขัดปัญหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 ที่ระบุว่า เมื่อมีผู้กระทำความผิดแล้ว ผู้ให้บริการอาจจะต้องรับผิดชอบด้วยหากรู้เห็นเป็นใจ ผู้ให้บริการจึงรู้สึกว่ามันไม่เอื้อต่อการลงทุน กรรมาธิการฯ ก็รับฟังและพร้อมสนับสนุนด้วยการเสนอต่อรัฐบาลว่าทำอย่างไรเพื่อจะแก้ไขกฎหมายตรงนี้เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน
ถกสรรพากร หามาตรการภาษีบีบ
สปท.ผู้นี้ยืนยันอีกว่า คลิปหรือข้อความข่าวสารที่ขอร้องให้ผู้ให้บริการต่างประเทศนั้นจะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เช่น การยุยง ก่อการร้าย ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายของบ้านเมือง อะไรก็ตามที่สร้างผลกระทบด้านความมั่นคงของชาติ หรือของสถาบัน ส่วนเรื่องใดที่ละเมิดสิทธิกันส่วนบุคคลภายในประเทศ อันนี้เราไม่กังวลเพราะเป็นเรื่องของบุคคลและอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เราไม่ได้ขอเขาทุกเรื่อง แต่ขอเฉพาะเรื่องที่ซีเรียสเท่านั้น
“เขารับไปแล้วเราก็ดูผลตามมา และคำตอบคือได้ผลตอบรับที่ดีมาก จากเดิมที่เคยบอกไว้ว่าขอให้ถอดใช้เวลานานถึง 6 เดือน ทุกวันนี้เดือนเดียวเขาถอดข้อความที่เราไม่ต้องการออกให้แล้ว มันก็ดีขึ้นมาราว 30% สปท.ไปผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นเท่านั้น และที่จะสานต่อคือหน่วยงานของรัฐ”
ส่วนที่ว่าทำอย่างไรให้ยั่งยืน ในอนาคตอาจมีการลงนามเอ็มโอยูร่วมกันระหว่างรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ โดย สปท.เป็นตัวกลางที่คอยเชื่อมให้ ที่ผ่านมาอาจมีการดำเนินการไปบ้าง แต่อาจติดขัดในปัญหาต่างๆ เมื่อ สปท.มาแล้วก็จะเดินหน้าให้ ติดขัดตรงไหนขอให้บอก ทั้งข้อกฎหมายอยากแก้เราก็จะเสนอให้ เพราะ สปท.ไปถึงคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ย้ำถึงการตอบรับจากกูเกิลที่รับลูกกับรัฐบาลไทย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว เพราะกูเกิลถือเป็นพี่เบิ้ม หลังจากนั้นเมื่อพูดคุยกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ก็คงจะไม่ยุ่งยากเท่าใดนัก อีกทั้งแอพพลิเคชั่นไลน์ได้ประกาศออกมาแล้วทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้ขอไปว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐ แต่ต้องอยู่บนความรับผิดชอบบนสิทธิเสรีภาพด้วย ซึ่งตรงนี้เข้าใจดี
กระนั้นแม้การพูดคุยเดินหน้าได้ดี แต่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ยืนยันว่าประเทศไทยมีอำนาจต่อรองกับกูเกิลและไลน์ก็คือการใช้มาตรการทางภาษี
เขาอธิบายว่า ทุกอย่างพูดคุยกันได้เพราะอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ ผู้ให้บริการต่างประเทศดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ขององค์กร สปท.ก็ดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ทุกคนมันอยู่ได้เพราะผลประโยชน์ แต่เมื่อไรที่กำไรของผู้ให้บริการเหล่านี้หดตัวลง องค์กรต่างประเทศก็ต้องกระเทือน และผลกำไรก็มาจากการโฆษณาทั้งนั้น แต่ละปีคนไทยต้องเสียเงินค่าจ้างโฆษณาแบบยิงตรงไปยังองค์กรเขาปีละกว่าหมื่นล้านบาทโดยที่รัฐไม่ได้เข้ามาหักภาษี ตรงนี้เราเห็นช่องว่าจัดเก็บได้ ก็อาจจะเข้ามาจัดการ
“สมมติว่าค่าโฆษณาที่คนไทยต้องจ่ายให้เขาครั้งละ 100 เหรียญสหรัฐ ที่ผ่านมาผู้ให้บริการรับเต็มๆ 100 เหรียญสหรัฐ แต่หากผมบอกว่า ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายภาษี ณ ที่จ่าย 30% ก็จะทำให้เงินที่จะไปถึงผู้ให้บริการเหลือเพียงแค่ 70% ตรงนี้เขาสะเทือนนะ นี่เป็นแนวคิดที่ผมกำลังจะดำเนินการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือจะเรียกกรมสรรพากรมาหาแนวทางจัดการ สิ่งนี้คืออำนาจต่อรองของเราที่จะขอให้เขาช่วยปกป้องความมั่นคงของชาติ เราอาจจะละเว้นให้และเขาก็ได้กำไรให้องค์กร
“สรรพากรต้องทำได้สิ ผมเสนอแนวทางเช่นนี้ ก็ให้ไปคิดกันดูว่าทำได้หรือไม่ เอาคำตอบมาให้ผมชื่นใจหน่อย หากทำไม่ได้หรือติดขัดอย่างไรให้บอกผมกลับมา ผมจะขับเคลื่อนให้ต่อได้ นี่คือแนวทางที่จะทำต่อไป” พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าว
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวว่า ผู้ให้บริการให้ความร่วมมือกับกรรมาธิการฯ ด้วยดี เพราะคงมองว่าประเทศไทยเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่อยากจะเข้ามาลงทุน ด้วยว่ามีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ในอัตราสูงอันดับต้นๆ ของโลก
“เขาก็สนใจสิ ใครเข้าก่อนก็ได้เปรียบ ต่อไปอะไรทุกอย่างจะมาอยู่ในโลกออนไลน์ทั้งหมด ดังนั้นเราขอความร่วมมืออะไรไป เขาก็ต้องนำไปพิจารณาและยินยอม แต่อย่างที่บอกยังติดปัญหาของกฎหมายบางอย่าง ทั้งนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เราก็เอาความเห็นของเขาเสนอต่อรัฐบาลไปผ่าน สปท. เช่น หากเข้ามาก็อาจจะมีออปชั่นด้านภาษีให้ เป็นต้น มันมีอะไรหลายอย่างที่ใช้พูดคุยกันได้ แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ก็ต้องอยู่ในกฎหมายไทย ตรงนี้เราถึงอยากให้เขาเข้ามาเพราะเราก็กำกับดูแลเขาได้ง่ายภายใต้กฎหมายของไทย” พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ทิ้งท้าย







