
แม่...
จังหวะชีวิตคนเราที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยึดถือและมุ่งมั่นทำมาตลอด แม้จะยากดีมีจนอย่างไร
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
จังหวะชีวิตคนเราที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยึดถือและมุ่งมั่นทำมาตลอด แม้จะยากดีมีจนอย่างไรก็จะต้องส่งเงินอาหารและสิ่งของไปให้แม่และพี่ชายที่เมืองจีน ผมทำเช่นนั้นเสมอมา จนกระทั่งรัฐบาลไทยห้ามส่งเงินอาหารและสิ่งของไปให้โดยเด็ดขาด ผมจำเป็นต้องทำตามกฎหมาย หยุดการส่งสิ่งของและเงินทองทุกอย่างไปให้แม่กับพี่ชาย
ในใจรู้สึกไม่ดี เพราะเป็นห่วงว่าแม่กับพี่ๆ จะลำบาก ผมเองได้ข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าคนจีนในหมู่บ้านของผมหรือคนจีนในหมู่บ้านอื่นๆ ต่างประสบปัญหาอดอยากยากแค้น ขาดแคลนทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะว่าในขณะนั้นประเทศจีนได้เปลี่ยนเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ทั่วประเทศแล้ว ทำให้ผลผลิตตกต่ำ ผู้คนอดอยากข้นแค้นและมีแนวโน้มว่าจะเกิดการอดตายครั้งใหญ่เหมือนที่ผมเคยประสบมาตอนเด็กๆ ทำให้คนจีนบางคนพยายามหนีออกนอกประเทศ แม้ว่าจะต้องเสี่ยงภัยอย่างมากก็ตาม
แล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้รับข่าวร้ายจากพี่ชายที่เมืองจีนว่าแม่เสียชีวิตแล้ว ผมเหมือนถูกฟ้าผ่า ชาไปทั้งตัว ภาพต่างๆ ในความทรงจำที่แม่อดทนทำให้ผมหายจากตาบอดเด่นชัดขึ้นมาทันที รู้สึกเสียใจ จนไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้ น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็ว
คุณแม่เสียวันที่ 28 เดือน เม.ย. 2501 (ค.ศ. 1958) รวมอายุ 75 ปี ซึ่งกว่าผมจะรู้ว่าแม่เสียชีวิตก็เกือบ 2 สัปดาห์แล้ว เป็นความรู้สึกสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่หลังจากที่ต้องเสียพ่อไป แต่ขณะนั้นผมยังมีโอกาสได้ดูใจและอยู่ใกล้พ่อในเวลาที่ท่านจากไป
พ่อสั่งผมว่า ให้ดูแลแม่ อย่าทิ้งแม่ไปไหน ผมขัดคำสั่งพ่อ ทิ้งแม่มาอยู่เมืองไทย ดูเหมือนเป็นลูกอกตัญญู ความรู้สึกตอนนั้นแย่มากๆ อยากไปกราบศพแม่ แต่รัฐบาลมีกฎหมายห้ามเดินทางไปประเทศจีน และจีนมีนโยบายปิดประเทศ-ห้ามติดต่อกับประเทศอื่นๆ
ในจดหมายแจ้งว่า พิธีศพได้ใช้ผ้าห่มสีแดงผืนงามที่ผมส่งไปให้เมื่อ 6 ปีที่แล้วมาคลุมโลงศพ ทำให้ผมหวนระลึกไปถึงวันแต่งงานของผม สมัยนั้นผ้าห่มและหมอนเป็นของสำคัญมากในพิธีแต่งงาน ต้องเป็นของอย่างดี
ผ้าห่มในงานแต่งงานของผมเป็นผ้าห่มสีแดงนุ่มหนาจากประเทศอังกฤษ ราคาสูงมากกว่า 200 บาท หลังแต่งงาน 2 ปี หรือปี ค.ศ. 1952 ฤดูหนาวในปีนั้นอากาศหนาวมาก มีข่าวคราวว่าคนในประเทศจีนหนาวตายกันมาก ผมเป็นห่วงแม่ขึ้นมาทันที
แม่อายุมากแล้ว ผ้าห่มที่ใช้ก็เป็นผ้าห่มผืนบางๆ เก่าๆ ใช้ต่อกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าอายุนับร้อยปี ผมเห็นตั้งแต่เริ่มจำความได้ แต่ผมกลับใช้ผ้าห่มอย่างดีจากประเทศอังกฤษ จึงไม่รีรอส่งผ้าห่มผืนนั้นให้แม่ทันทีที่มีโอกาส ซึ่งชิวบ๊วยภรรยาของผมก็เห็นด้วยให้รีบส่งไปให้แม่ พอดีพี่ชายคนโต ซึ่งอยู่เมืองไทยนานกว่า 20 ปี กำลังจะกลับบ้านไปอยู่เมืองจีนทั้งครอบครัว ผมจึงรีบฝากผ้าห่มไปให้แม่ทันที
การกลับประเทศจีนของพี่ชายและครอบครัว รวมทั้งหมด 6 คน มีค่าใช้จ่ายสูงมากนับหมื่นบาท น้องๆ ที่อยู่เมืองไทยต้องช่วยกันออกเงินช่วยค่าเดินทาง โดยผมและพี่สองออกเงินคนละ 3,000-4,000 บาท และพี่สาวอีกสองคนคนละ 1,000-2,000 บาท
เงินที่ผมช่วยนั้นเป็นเงินสะสมเพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจ และกู้ยืมมาบางส่วน อากาศในเมืองไทยก็หนาวมาก ผ้าห่มที่มีอยู่ส่งไปให้แม่แล้ว ครอบครัวผมเหลือผ้าห่มผืนเล็กๆ แค่ผืนเดียว เพียงพอสำหรับ 1 คน จะซื้อผ้าห่มใหม่เงินก็ไม่พอ ผมจึงนำถุงกระสอบข้าวสารมา 2 ใบ นำไปซักและผึ่งให้แห้ง ใช้แทนผ้าห่มตลอดฤดูหนาว ทุกครั้งที่นอนห่มถุงกระสอบข้าว ผมคิดว่าแม่ได้ใช้ผ้าห่มที่ส่งไปให้คงมีความสุขมาก น้ำตาคลอเบ้าแทบทุกครั้ง
“แม่คงนอนอย่างมีความสุข ผ้าห่มอย่างดี หนานุ่ม อุ่นสบาย ขอให้แม่นอนหลับฝันดี...นะครับแม่...”
“แม่เหนื่อยมามากแล้ว ขอให้แม่หลับสบาย ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะเป็นคนดี ดูแลตัวเองและดูแลครอบครัวให้มีความสุขความเจริญ ผมจะทำให้ดีที่สุด แม่สบายใจได้...”
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







