
เร่งสรุปทีพีพี
เมื่อวานนี้ 12 ชาติแปซิฟิกได้ร่วมลงนามความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ประเทศนิวซีแลนด์ หลังจากที่ประกาศบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ 12 ชาติแปซิฟิกได้ร่วมลงนามความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ประเทศนิวซีแลนด์ หลังจากที่ประกาศบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา
แต่การลงนามเมื่อวานนี้ยังไม่ใช่การไฟเขียวให้มีผลบังคับใช้ เป็นเพียงการลงนามความตกลงเบื้องต้นเท่านั้น เพราะผู้มีอำนาจของจริงยังคงเป็นรัฐสภาของแต่ละประเทศภาคีสมาชิก ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารับรองเพื่อให้สัตยาบัน และคาดว่าจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี
อย่างน้อยที่สุดก็คือ สหรัฐ ที่คาดกันว่าจะไม่สามารถผ่านได้ในสมัยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่มีเสียงส่วนน้อยในสภาล่าง และคงต้องให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้ผลักดันต่อไป ส่วนในญี่ปุ่นก็เป็นงานหินไม่แพ้กัน เพราะไปแตะสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าอ่อนไหวและได้รับการปกป้องมากที่สุดมาโดยตลอด
ทว่าที่สุดแล้ว ประเทศพวกนี้ที่อยู่ในกลุ่มตัวตั้งตัวตี ก็น่าจะหาทางผ่านไปได้กันในที่สุด ตรงกันข้ามกับพวกประเทศที่รีๆ รอๆ จะร่วมดีหรือไม่ร่วมดีอีกหลายชาติ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งยังมีข้อสรุปไม่ชัดเจน
เพราะแม้ว่าจะอยากได้การค้าและการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อยากแพ้เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่กำลังได้การลงทุนใหญ่ๆ จากบรรษัทข้ามชาติ ส่วนฟากอินโดนีเซียก็ประกาศเจตนารมณ์ที่จะเข้าร่วมไปแล้ว แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็เป็นกังวลว่าจะเสียเปรียบในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้าง ซึ่งกลุ่มเอ็นจีโอพยายามคัดค้านมาตั้งแต่สมัยเจรจาเอฟทีเอสหรัฐมาแล้ว
ล่าสุด ในงานสัมมนาเมื่อวานนี้ที่กระทรวงต่างประเทศ นักวิชาการเสียงส่วนใหญ่ต่างให้น้ำหนักในเชิงควรเข้าร่วมมากกว่า เพราะไทยจะยิ่งเสียเปรียบการแข่งขันในเวทีการค้าและการลงทุนโลก หากไม่ร่วมวงโคจรนี้
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า หากไม่เข้าร่วมก็จะมีผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปตลาดโลก ทำให้สูญเสียตลาดและการลงทุนใหม่ให้กับประเทศที่เป็นภาคีอย่างเวียดนามและมาเลเซีย โดยอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะโดนหนักสุด ตามมาด้วยกลุ่มภาคการเกษตร
หากติดตามการวิเคราะห์ปัญหาของเรามาก่อนหน้านี้ อาจยังจำกันได้ว่า ปัญหาหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญก็คือ ตลอดช่วงนับสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราปรับตัวช้าหรือแทบจะย่ำอยู่กับที่ ทำให้มีปัญหาด้านเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างที่ปรับตัวตามโลกไม่ทัน เช่น ผลิตสินค้าส่งออกที่ล้าสมัย หรือไม่มีการนำวัตถุดิบสินค้าเกษตรมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าส่งออกมากเท่าที่ควร จึงทำให้ไทยยังต้อง “ง้อ” ตลาดโลกอยู่มาก
ปรับตัวไม่ทันการค้าโลกยุคใหม่แบบนี้ จึงอาจต้องอยู่ในสถานะที่ยอมแลกได้-เสีย หนักหน่อยล่ะค่ะ







