
เศรษฐกิจไทยปี ’59 โตแผ่วกระตุ้นเพิ่มยาก
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2559 น่าจะเติบโตใกล้เคียงกับที่คาดไว้ หากดูเฉพาะปัจจัยในประเทศที่เริ่มทยอยฟื้นตัวบ้างแล้ว แม้จะยังไม่ทุกภาคส่วนก็ตาม
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2559 น่าจะเติบโตใกล้เคียงกับที่คาดไว้ หากดูเฉพาะปัจจัยในประเทศที่เริ่มทยอยฟื้นตัวบ้างแล้ว แม้จะยังไม่ทุกภาคส่วนก็ตาม โดยเริ่มเห็นสัญญาณการจับจ่ายใช้สอยหรือกำลังซื้อในประเทศเริ่มกลับมา ที่สำคัญการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจเข้ามาช่วยพยุงได้ต่อเนื่อง
แต่เมื่อหันไปดูปัจจัยความเสี่ยงจากต่างประเทศก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจ หรือจีดีพีของไทยปีนี้จะเติบโตต่ำกว่าเป้ามากขึ้น ไม่ว่าจากปัญหาเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวกว่าที่คิดกระทบกลุ่มประเทศอาเซียนและภาพรวมเศรษฐกิจโลก
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มองว่าเศรษฐกิจปีนี้มีความเสี่ยงที่จะโตต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 3.5% เพราะแม้จะมีปัจจัยบวกจากในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อน แต่มีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศที่ควบคุมไม่ได้ โดยคาดว่าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า 13 ประเทศสำคัญของไทยปีนี้น่าจะโต 3.4% ยังมีราคาน้ำมันที่ผันผวน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ต่ำลง ประเด็นเหล่านี้ส่งผล
กระทบต่อการส่งออก
นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนให้ผันผวนมากขึ้นด้วย โดยปี 2558 มีเงินทุนไหลออกไทยสุทธิ 1.87 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.71 แสนล้านบาท และล่าสุดการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ส่งผลให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น จากเดิมที่เคยเคลื่อนไหวที่ระดับ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นมาอยู่แถวๆ 35.60 บาท/เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกของไทย เพราะเสียเปรียบด้านค่าเงินให้กับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
เช่นเดียวกับกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า เศรษฐกิจปี 2559 จะขยายตัวได้ 3.7% ลดลงเล็กน้อยจากประมาณการเดิมที่ 3.8% จากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.1% จากที่ก่อนหน้านี้ประเมินไว้ 3.2% โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอ
จะเห็นได้ว่าปัจจัยความเสี่ยงจากต่างประเทศที่ยังสูง ทำให้มีโอกาสฉุดให้จีดีพีนี้โตแผ่วลง จากที่ ธปท.คาดไว้ 3.5% หรือกระทรวงการคลังที่คาดไว้ 3.7%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตต่ำลงกว่าที่คาดไว้จากการฉุดรั้งของปัจจัยในต่างประเทศเช่นนี้ ภาครัฐควรกระตุ้นให้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาครัฐยังไม่ควรโหมกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะใช้นโยบายการคลังหรือนโยบายการเงินก็ตาม เพราะแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความเสี่ยงจริง แต่ยังไม่ชัดว่าจะเกิดปัญหาที่จุดไหน และจะกระทบไทยรุนแรงเพียงใด รัฐบาลควรรอดูข้อมูลเศรษฐกิจในช่วง 1-2 เดือน หรือไตรมาสแรกของปีนี้ก่อน โดยเฉพาะการเติบโตของการส่งออก ถ้าขยายตัวไม่ได้ตามที่ ธปท.คาด หรือติดลบมาก จึงค่อยพิจารณามาตรการดูแลที่เหมาะสม
“การใช้เม็ดเงินงบประมาณควรอิงวินัยการคลังเพราะมีจำกัด ทุกวันนี้ก็จัดทำงบขาดดุลอยู่แล้ว การใช้เงินควรจัดความสำคัญ ไม่ควรปูพรมหว่านไปทั่ว เช่นเดียวกันการใช้นโยบายการเงิน หรือดอกเบี้ยก็ต้องดู ถ้าจำเป็นอาจจะต้องกระตุ้นระดับหนึ่ง แต่หากปัญหายังไม่ชัดว่าควรใส่เงินไปกระตุ้นส่วนใดก็ควรเก็บกระสุนไว้ก่อน เพื่อเตรียมรับมือในอนาคต หากมันแย่จริงๆ ก็ค่อยพิจารณาทำ” เชาว์ กล่าว
ด้าน เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตได้ต่ำลงจากปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เราต้องปรับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันในอนาคต ดังนั้น หากเศรษฐกิจจะโตได้ใกล้เคียง 3% หรือต่ำกว่าคาดไปบ้างก็ไม่ควรกระตุ้น เนื่องจากปัญหาเกิดจากโครสร้างก็ต้องแก้ที่โครงสร้าง เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการส่งออก หันไปทำในอุตสาหกรรมส่งออกที่โตได้ จากปัจจุบันที่อุตสาหกรรมส่งออกไทยส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจที่มีแนวโน้มโตต่ำ
เศรษฐพุฒิ ยังเห็นว่า หากภาครัฐจำเป็นต้องช่วยบรรเทาคนที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ก็ไม่ควรใช้วิธีจัดงบประมาณช่วยเป็นรอบๆ หรือเป็นกลุ่มๆ อย่างช่วยเกษตรกรที่ปลูกข้าว ยางพารา ฯลฯ ที่ทำอยู่ในขณะนี้ เพราะไม่เป็นธรรมกับคนที่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ได้เรียกร้อง รัฐควรเริ่มวางพื้นฐานรัฐสวัสดิการไว้ในอนาคต เพื่อจะได้จัดงบช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ช่วยคนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่หรือดี ก็จะมีคนที่เดือนร้อนอยู่เสมอ เช่น อาจจะตกงาน บ้านน้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นต้น
“ถึงเศรษฐกิจปีนี้จะโตต่ำกว่าคาดไปบ้าง แต่ภาครัฐก็ไม่ควรทำมาตรการโหมกระตุ้นเพื่อให้โตเพิ่ม เพราะเศรษฐกิจมันได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ทำให้จีดีพีเราโตได้ระดับนี้ เพราะถึงใส่เงินอัดฉีดไปก็อาจไม่ช่วยอะไรได้มากนัก” เศรษฐพุฒิ กล่าว
เช่นเดียวกับ สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่มองว่า รัฐบาลไม่ควรโหมกระตุ้นเหมือนที่ผ่านมา แต่หากมีกลุ่มที่แย่หรือได้รับผลกระทบมากๆ ก็อาจจะต้องช่วยเยียวยาบ้างเป็นจุดๆ เช่น ภาคเกษตรแย่ ก็อาจจะต้องชดเชยช่วยเหลือบ้าง หรือมีการลงทุนในโครงการย่อยเพื่อรักษากำลังซื้อของรากหญ้าที่รายได้น้อย ไม่ให้การอุปโภคบริโภคในประเทศตก ประคองเศรษฐกิจให้ยังไปได้ ส่วนนี้รัฐบาลน่าจะมาถูกทางแล้ว
จากมุมมองนักวิชาการเหล่านี้ จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่อาจจะโตแผ่วลงเป็นปัญหาจากปัจจัยในต่างประเทศเป็นสำคัญ รัฐบาลจึงไม่ควรโหมใช้เงินงบประมาณ หรือใช้นโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ควรจะเก็บกระสุน ทั้งเม็ดเงินงบประมาณและอัตราดอกเบี้ยไว้รับมือกับความเสี่ยงในอนาคต
เพราะหากเศรษฐกิจโลกอาการย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือวิกฤตมากกว่าที่คิด รัฐบาลและ ธปท.ก็จะยังพอมีช่อง มีเครื่องมือทางการเงินในการรับมือได้ทันท่วงที







