
"มีชัย"แจงร่างรธน.ใหม่คุ้มครองสิทธิ์ครอบคลุมกว่ารธน. ในอดีต
‘มีชัย’ แจง สภาองค์กรชุมชน ร่างรธน.ใหม่คุ้มครองสิทธิ์ครอบคลุมกว่า รธน. ในอดีต แนะควรอ่านให้ครบ พร้อมรับฟังความเห็น เพื่อปรับปรุงแก้ไข ยังไม่พิจารณาลดกรอบเวลาการจัดทำกฎหมายลูก
‘มีชัย’ แจง สภาองค์กรชุมชน ร่างรธน.ใหม่คุ้มครองสิทธิ์ครอบคลุมกว่า รธน. ในอดีต แนะควรอ่านให้ครบ พร้อมรับฟังความเห็น เพื่อปรับปรุงแก้ไข ยังไม่พิจารณาลดกรอบเวลาการจัดทำกฎหมายลูก
วันที่ 5 ก.พ. นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวต่อตัวแทนสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศประมาณ 100 คน ในการชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญตอนหนึ่งว่า เคยพูดคุยกับนางมุกดา พงศ์สมบัติ ผู้ก่อตั้งสภาชุมชนอยากให้สภาองค์กรชุมชนปลอดจากการเมือง เพราะถ้าการเมืองเข้ามาแทรกจะเกิดปัญหา และได้ชี้แจงว่าผู้เป็นกรรมการองค์กรสภาชุมชนไม่ควรมีสิทธิพิเศษ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นการแย่งกันเข้ามาเป็น
นายมีชัย กล่าวย้ำถึงการเขียนเรื่องสิทธิชุมชนว่า เราดู รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 เป็นหลัก และมาคิดว่าทำอย่างไรให้สิทธิเกิดมรรคผลจริง มากกว่าเขียนแค่มีสิทธิ์ลอย ๆ จึงแยกบางส่วนไปกำหนดในหมวดหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดให้ทุกคน หากรัฐไม่ทำจะถือว่าจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมีโทษแรงคือพ้นจากตำแหน่งหากมีการฟ้องแล้วพบว่ารัฐไม่ได้ทำ และเป็นอำนาจของ ปปช. ผู้เสียหายไปยื่นฟ้องได้ง่าย แรงกว่าการจะถูกฟ้องให้ชดใช้เป็นราย ๆ แล้วเอาเงินภาษีไปจ่ายชดเชย แทนที่จะให้แต่ละคนไปต่อสู้ตะเกือกตะกายชั้นศาล ซึ่งหากชนะก็ได้แค่สิทธิเฉพาะตัว ส่วนคนอื่นก็ต้องฟ้องศาลอีก
“เมื่อเราแยกเป็นสองส่วนนักวิชาการบางส่วนอ่านแค่หมวดเดียวก็ร้องใหญ่ว่าสิทธิหายไปเยอะ ไม่ได้อ่านหมวดหน้าที่ของรัฐ ถามว่าเวลารับเชิญไปประชุม หนังสือเชิญบอกว่าผู้ร่วมประชุมมีสิทธิ์กินน้ำ ท่านก็ต้องลุกไปหาน้ำเอง แต่ถ้าบอกว่าผู้จัดการประชุมจะจัดหาน้ำให้ ท่านนั่งเฉย ๆ น้ำจะเอามาเสริฟ ถามว่าอย่างไรดีกว่ากัน และเหมือนที่เขียนในประมวลกฎหมายแพ่ง ที่ไม่เขียนว่าลูกมีสิทธิ์ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ และเมื่อพ่อแม่แก่ตัวมีสิทธิ์ได้รับการดูแลจากลูก แต่จะเขียนว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องดูแลลูก และลูกโตขึ้นมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา” นายมีชัยกล่าว
นายมีชัยกล่าวว่าบางคนเห็นคำว่ารัฐ ก็แยกไม่ออกว่าต่างจากรัฐบาล ทั้งที่รัฐมาจากองค์ประกอบใหญ่กว่าแค่รัฐบาล แต่ก็รับว่าบางเรื่องเป็นความขมขื่นของกลุ่มคน ก็ต้องมีการเขียนเพิ่มเติมให้เกิดความอุ่นใจ
“สิทธิชุมชนไม่ได้หาย เราเขียนไว้ 6 แห่ง ส่วนสิทธิ์ 2 แห่ง ในหน้าที่ของรัฐ 4 แห่ง 50 53 54 สามมาตรา ในแนวนโยบายแห่งรัฐ อีก 1 แห่ง มาตรา 66 ดังนั้นคนที่พูดว่าทิ้งสิทธิชุมชนหายไปไม่จริง ยับงอยู่ครบ เพียงแต่ไม่ได้จารนับว่าชุมชนประเภทไหน เพราะวันข้างหน้ายังอาจเกิดประเภทใหม่ได้อีก ก็จะได้รับการครอบคลุมด้วย เราคุ้มครองขนาดเขียนว่าในการใช้ทรัพยากร ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของชุมชนในพื้นที่ทรัพยากรด้วย ไม่ใช่โกยเอาแต่ประโยชน์ไปที่เหลือเหลือไว้แต่ทุกข์ เหล่านี้เราเขียนไว้ละเอียดโดยไม่ลอกปี 40 50 มา เพราะเราคิดว่าครอบคลุมละเอียดมากกว่า” นายมีชัยกล่าว
นายมีชัยชี้แจงอีกว่านักวิชาการคนหนึ่งสรุปว่าเราตัดสิทธิ์การศึกษาฟรีออกไปสามปี เหลือภาคบังคับ แต่เรายังให้รัฐดำเนินการให้คนไม่มีเงินสามารถเรียนต่อจนตลอดชีวิต ซึ่งมันต่างจากเดิม เดิมให้ฟรีหมดทั้งยาจกทั้งเศรษฐีหมื่นล้าน จนต้องจัดให้ตามมีตามเกิดเพราะต้องแบ่งงบประมาณให้เศรษฐีด้วย แล้วมันเป็นธรรมหรือ เช่นเดียวกับข้าราชการกินบำนาญไม่ได้รับเงินช่วยเหลือคนชรา แต่เศรษฐีหลายหมื่นล้านบางคนยังรับเงินช่วยเหลือคนชราปีละ 5 – 6,000 บาท แทนที่จะเอาเงินนั้นไปช่วยคนจน นอกจากนี้ยังกำหนดให้รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษา ซึ่งมีมากกว่าค่าเทอมแบบเดิมด้วยซ้ำ
“เรามุ่งหวังเฉลี่ยความสุข คนไม่มีจะได้มีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย คนไม่มีก็อย่าได้มาเอาส่วนนี้ไปเลย” นายมีชัยย้ำ
นายมีชัยได้ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมถึงหลายองค์กรเช่นองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่ห่วงว่าหลายเรื่องที่เป็นรูปธรรมที่ผ่านการต่อสู้มานาน เช่นการตั้งองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคได้หายไปจากร่างรัฐธรรมนูญล่าสุดว่า ก็ให้เสนอมาเราจะเอามาดู ถ้าคิดว่ายังขาดตกบกพร่องเราก็เติมให้ ไม่ว่าองค์กรไหนถ้าส่งมาเราก็รับหมด
“ถ้าคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดตกบกพร่องก็บอกมา เราพร้อมรับฟัง ตอนนี้กำลังเอาหูแนบดินอยู่ ใครมีอะไรก็ส่งมาได้ ถ้าเรื่องไหนที่เข้าใจผิดเราจะได้ชี้แจง แต่เรื่องไหนเห็นควรแก้ไข หรือเพิ่มมาตรา ถ้าเราทำได้ก็จะทำ” นายมีชัย กล่าว และว่า การลดกรอบเวลาการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้พิจารณา เพราะต้องรอให้ผ่านการทำประชามติก่อน แต่จะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับโรดแมปด้วย
ต่อข้อถามผู้สื่อข่าวที่ว่าหลายคนมองว่าการเขียนให้ไปครอบคลุมสิทธิเสรีภาพทั้งหมด อาจคุ้มครองได้เพียงสิทธิพื้นฐาน แต่หลายสิ่งที่ผ่านการต่อรู้เรียกร้องมานานอาจจะต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่นั้น นายมีชัยกล่าวว่าจริง ๆ ที่เราเขียนเป็นการเขียนต่อยอดให้ทั้งนั้น แต่เดี๋ยวจะขอฟังแต่ละเรื่องแต่ละกลุ่มก่อน ถ้าเราอธิบายแล้วเขายังคิดว่าขาดอยู่เราก็จะกลับมาคิดใหม่ อาจจะเอามาเติมได้แม้จะต้องมีมาตราเพิ่มขึ้นถ้าจำเป็น
นอกจากนี้นายมีชัยยังอธิบายวิธีการเลือก สว. ว่าองค์กรแรกที่นึกถึงคือองค์กรชุมชนที่เมื่อถึงจุดหนึ่งจะเข้ามามีบทบาทมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพราะรู้ปัญหารากหญ้าชนิดคุยกันระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้านมากกว่าองค์กรอื่น ๆ เราจึงนึกถึงองค์กรชุมชนเป็นตัวอย่างแรกที่จะเข้ามาเป็นหนึ่งในยี่สิบกลุ่มที่จะเลือกกันเองเป็น สว.
การประชุมขององค์กรชุมชนแค่ค่าเดินทาง 4 -50 ล้านต่อปีรัฐยังมีให้ไม่ได้ แต่ปี ๆ หนึ่งเงินแปรญัตติหายไปเป็นหมื่น ๆ ล้านกลับหายได้ มีคนบอกว่างบประมาณกว่าจะลงถึงพื้นที่เกือบจะไม่เหลือ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่ 20 % แต่บางโครงการ 100 % ไม่เหลือ ตนยังไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ยังไง คนในพื้นที่เขามาบอกว่า กว่าโครงการจะลงไปเจ้าแม่เอาไปแล้ว 60 % พื้นที่เอาไป 30 % เหลือแค่ 10 % ทำอะไรไม่ได้ เลยมีการขอให้เซ็นต์รับไปเปล่า ๆ ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ และไม่มีใครทักท้วง ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปประเทศจะไม่เหลืออะไร แต่เงินที่ใช้ให้กับประชาชน 4 – 50 ล้านไม่มี การศึกษาก็จัดตามมีตามเกิดโดยเฉพาะในชนบท ถ้าขจัดการทุจริตแม้จะไม่หมดในทันที
นายมีชัยอธิบายการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน ว่าเป็นกลไกที่ทำให้พออยู่กันได้ บางคนอาจจะรู้สึกเสียสิทธิ์ เคยเลือกคนเลือกพรรค แต่ถามว่าคนกับพรรคแยกกันได้มั้ย ถ้าคนดีไปอยู่ในพรรคดีก็กลายเป็นแกะดำในฝูงแกะขาว ส่วนคนไม่ดีไปอยู่ในพรรคดี พรรคนั้นก็เดือดร้อน เราจึงขอให้คำนึงทั้งคนทั้งพรรค ไม่ได้ตัดสิทธิ์แต่ขอให้คิดให้ดีเลือกทั้งคนทั้งพรรค และยังให้พรรคประชุมหารือว่าจะเอาใครเป็นนายกฯ แล้วมาบอกประชาชนก่อนว่าถ้าเลือกพรรคตนแล้วใครจะได้เป็นนายกฯ เวลาเราไปเลือกก็จะได้ดูทั้งคน ทั้งพรรค ทั้งคนเป็นนายกฯ นอกจากนี้ระบบการเลือก ส.ส. แบบนี้ยังก่อให้เกิดความออมชอมในภาค ทำให้เสียงประชาชนไม่ถูกทิ้งน้ำ ทั้งที่คนได้รับเลือกในบางเขตไม่ได้มาจากเสียงข้างมากของเขตนั้น
“คนที่เคยคิดว่าเคยลงสองใบ มีคนมาง้อสองคน มีคนจ่ายสองคน ถ้ากาใบเดียวอาจจะเหลือคนจ่ายคนเดียว ผมคิดว่าเรื่องนี้คงต้องเลิก เพราะเมื่อไหร่เราเอาสตางค์เขามาเขาก็ต้องเอากำไรคืน และเอาคืนมหาศาล” ประธาน กรธ. ย้ำ
ประธาน กรธ. กล่าวว่าเสียงที่ไปพูดกันมากจนแทบจะกลายเป็นเรื่องหลัก ว่าจะให้คนนอก ลองฟังดูเถอะ หากท่านเกลียดนาย ก. แล้วพรรคประกาศจะเอานาย ก. เป็นนายกฯ ท่านจะเลือกพรรคนั้นหรือไม่ ถามว่าทำไมไม่เขียนห้ามว่าต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น เพราะ 1. โพลล์เห็นด้วยได้เห็นชื่อผู้จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ก่อน 2. วันประกาศชื่อยังไม่มีการเลือกตั้ง จึงยังไม่มี ส.ส. และในระบบ MMP ก็ยังไม่แน่ว่าบัญชีรายชื่อจะได้เป็น ส.ส. เสมอไป 3. พรรคเป็นคนกำหนดจะเอาคนไหนเป็นนายกฯ ไม่ใช่ กรธ. พรรคต้องคิดเอง หรืออาจเขียนข้อบังคับพรรคกำหนดเลยว่าจะเอารายชื่อคนที่ได้เป็น ส.ส.เท่านั้นเป็นนายกฯ
“เป็นเรื่องที่เอาไปบิดเบือน ถึงขั้นโกหกก็มี บางพรรคเอาไปขึ้นป้ายว่า ส.ส. 500 เลือกตั้ง 350 คน อีก 150 คน คสช. ตั้ง ซึ่งไม่มีเลยในรัฐธรรมนูญ” นายมีชัยกล่าว
ทางด้านตัวแทนองค์กรสภาชุมชนที่มาร่วมเสวนา บางส่วนรับว่าหลังจากฟังการชี้แจงแล้วก็เข้าใจและทำให้ความรู้สึกดีขึ้น ขณะที่บางส่วนยังติดใจเมื่อนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ไปเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยยังมีความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพหลายอย่างขาดหายไป
นางลักขณา แรงดี เลขาสภาองค์กรชุมชน ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี กล่าวว่าก่อนจะมาฟังการชี้แจงของ กรธ. ขอพูดตรง ๆ ว่ามีแต่ภาพลบ เพราะมีนักวิชาการไปพูดว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ดี ให้ไปล้มเขาเลย แต่พอมาฟังมาอ่านแล้วมันตรงกันข้าม และมาคิดได้ว่าเราไม่ใช้ควายที่เขาจะสั่งให้ไปชนใคร และเมื่อเข้าใจดีแล้วก็พร้อมจะกลับไปอธิบายให้คนอื่น ๆ เข่าใจตรงกันด้วย
ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนหลายคนสะท้อนตรงกันว่าเมื่อได้ดูหลาย ๆ มาตราจากทั้งสองหมวดที่นายมีชัยแนะไว้แล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นว่าหลักการคุ้มครองสิทธิชุมชนส่วนใหญ่ยังคงมีอยู่
นายมนัส จันทราภิรมณ์ ประธานสภาองค์กรชุมชน ต.วังยาง อ.คลองขลุง จ. กำแพงเพชร กล่าวว่าตนได้นำข้อหารือที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนภาคเหนือมารายงานว่าเขาเป็นห่วงสิทธิยุคใหม่ เช่นการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบขององค์กรชุมชนดูเหมือนถูกตัดออกทั้งหมดจากรัฐธรรมนูญเดิม ซึ่งจะกลายเป็นการลดบทบาทพลังอำนาจประชาชนลง
นายประพันธ์ นัยโกวิทย์ กรธ. กล่าวว่าขอรับข้อสังเกตและขอย้ำว่าเจตนารมณ์ของ กรธ. คือไม่ให้สิทธิเสรีภาพที่เคยมีต้องลดน้อยลง แต่ที่ไม่เขียนบางส่วนเพราะเห็นว่ามีกฎหมายที่รับรองอยู่แล้ว แต่หากยังมีความรู้สึกหรือความไม่เข้าใจก็จะรับเอาไปปรับแก้ต่อไป







