posttoday
ดีเดย์เก็บภาษีมรดก ลดเหลื่อมล้ำไม่ได้จริง

ดีเดย์เก็บภาษีมรดก ลดเหลื่อมล้ำไม่ได้จริง

03 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

พ.ร.บ.ภาษีรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. 2558 แต่กฎหมายให้เริ่มมีการเก็บภาษีจากผู้รับมรดกหลัง 180 วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ทำให้การเก็บภาษีมรดกจริงเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2559 หรือ 2 วันที่ผ่านมา

สาระสำคัญของการเก็บภาษีมรดก คือ จะเก็บจากผู้ที่รับมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท หากผู้รับมรดกเป็นผู้สืบสันดานจะเสียภาษีอัตรา 5% และหากผู้รับเป็นบุคคลภายนอกจะเสียภาษีอัตรา 10% โดยกรมสรรพากรให้ผู้รับมรดกสามารถผ่อนการเสียภาษีได้ 5 ปี หากผ่อนไม่เกิน 2 ปี ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่หากเกิน 2 ปี ต้องเสียดอกเบี้ย 0.5% ปี

สำหรับทรัพย์สินที่จะนำมาคิดการเสียภาษีรับมรดกมี 4 ประเภท ประกอบด้วย 1.อสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย  2.หลักทรัพย์ที่ออกโดยนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยหรือจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย 3.เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกันที่เจ้ามรดกมีสิทธิเรียกถอนคืนหรือสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินหรือบุคคลที่ได้รับเงินนั้นไว้ ซึ่งอยู่ในประเทศไทย และ 4.ยานพาหนะที่จดทะเบียนในประเทศไทย โดยราคาทรัพย์สินให้ตีตามราคาตลาด ณ วันที่มีการรับมรดก

ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ยังประเมินการเก็บภาษีผู้รับมรดกจริงได้ยาก เพราะไม่มีใครประเมินได้ว่าจะมีคนเสียชีวิตและมีการโอนให้มรดกกันเมื่อไร อย่างไรก็ตามกรมสรรพากรคาดว่าการเก็บภาษีมรดกจะได้ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.001% ของรายได้ทั้งหมดที่กรมสรรพากรเก็บได้ปัจจุบันประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท

อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า เป้าหมายการเก็บภาษีผู้รับมรดก ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการหารายได้เป็นสำคัญ แต่ต้องการให้เป็นสัญลักษณ์ของการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่างคนรวยและคนมีรายได้น้อยให้แคบลง และเชื่อว่าคนมีเงินคงไม่ได้มุ่งแต่หนีไม่เสียภาษีมรดกอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

ทั้งนี้ หากไปพิจารณาที่มาของภาษีการรับมรดก เกิดขึ้นตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมการบริหารประเทศ ก็สั่งการให้มีการดำเนินการเก็บภาษีมรดกทันที สาระสำคัญเพื่อต้องการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

พ.ร.บ.ภาษีรับมรดก ตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ซึ่งขณะนั้น สมหมาย ภาษี เป็น รมว.คลัง ให้มีการเก็บภาษีรับมรดกอัตราเดียว 10% ในส่วนทรัพย์สินที่เกิน 50 ล้านบาท ซึ่งมีการต่อต้านจากบรรดาคนรวยจำนวนมาก และเมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระแรกผ่านไปได้ แต่เมื่อถึงการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ หรือวาระ 2 ก็มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญอย่างที่ออกมาเป็นอย่างปัจจุบัน

สมหมายที่นั่งเป็นประธานกรรมาธิการ ถึงขนาดออกมาเปิดเผยว่า รู้สึกว่าสมาชิก สนช.เริ่มออกลายไม่รักชาติ หาก สนช.รักชาติมากกว่าคนรวย จะไม่แก้ไขสาระสำคัญของการเก็บภาษีรับมรดก ที่มีการลดอัตราและเพิ่มวงเงินส่วนที่ไม่เก็บเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ สมหมาย ยังระบุว่า การออกกฎหมายภาษีรับมรดก จะเป็นการวัดขนาดหัวใจของคนรวยจะรักชาติมากน้อยขนาดไหน เพราะคนรวยจะคิดแต่ว่ารวยมาได้เพราะทำงานหนัก แต่อีกด้านหนึ่งคนรวยต้องคิดด้วยว่าความร่ำรวยที่มีอยู่ขณะนี้ คนรวยก็ใช้ทรัพยากรของประเทศมากกว่าคนที่รวยน้อยกว่า ดังนั้นการเสียภาษีมรดกก็เป็นการจ่ายคืนให้กับประเทศและสังคมได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สมหมายที่เป็น รมว.คลัง ขณะนั้น เชื่อว่าการเก็บภาษีมรดกจะได้น้อย เพราะคนมีเงินก็พยายามหาทางหลบเลี่ยง และเสียภาษีให้น้อยที่สุด ทำให้การเก็บภาษีรับมรดกไม่ได้มาก

สมัยที่ยังเป็นร่างกฎหมายเดิม กรมสรรพากรคาดว่าจะเก็บภาษีรับมรดกได้ปีละ 4,000 ล้านบาท แต่เมื่อมีการแก้ไขสาระสำคัญของกฎหมาย จึงคาดว่าการเก็บภาษีรับมรดกจะเหลือปีละ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ก่อนที่การเก็บภาษีรับมรดกจะมีผลบังคับจริงเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าคนรวยมีการบริหารทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีมรดก ทั้งการโอนที่ดินจนทำให้การเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการโอนที่ดินเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด เช่นเดียวกับการโอนหุ้นและเงินฝากก็มีสูงขึ้น ไม่ต่างจากการโอนที่ดิน

ภาวะดังกล่าวทำให้เห็นภาพได้ว่า การเก็บภาษีมรดกส่อเค้าว่าจะได้ไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น และอาจไม่ถึงปีละ 2,000 ล้านบาท ตามที่กรมสรรพากรคาดไว้

นอกจากนี้ คนรวยยังมีช่องทางทำให้ทรัพย์สมบัติโดยที่ไม่ถือเป็นการให้มรดกและไม่ต้องเสียภาษีการรับให้ด้วย เพราะกรมสรรพากรกำหนดภาษีการรับให้ไว้ ในกรณีที่เป็นการให้ทายาทในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ถึงจะนำมาคิดภาษีในอัตรา 5% และหากให้คนที่ไม่ใช่ทายาทในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท ถึงจะเสียภาษีในอัตรา 5%

นั่นหมายความว่า คนรวยสามารถใช้ช่องว่างกฎหมายทำการทยอยผ่องถ่ายทรัพย์สินออกไปให้กับคนรู้จักได้อีกปีละหลายสิบล้านหรือหลายร้อยล้าน หากมีทายาทมากหรือคนรู้จักเยอะ โดยที่ไม่ต้องเสียภาษีการรับให้และไม่ต้องเสียภาษีรับมรดก

ทั้งหมดนี้ทำให้ประเมินได้ว่า การเก็บภาษีมรดกสุดท้ายเป็นได้แค่สัญลักษณ์ของการลดความเหลื่อมล้ำคนรวยคนจนเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำคนรวยคนจนได้จริง การออกภาษีมรดกกลายเป็นกระบวนการที่ทำแล้วเสียของของ คสช.ชิ้นหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ