
ท่อต้องไม่ตัน
ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนออกมาแล้ว 3-4 ระยะ วงเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนการใช้จ่าย สร้างกำลังซื้อของภาคประชาชนและกระตุ้นการลงทุนของเอกชน ในห้วงที่เศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกซบเซาอย่างหนัก
ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนออกมาแล้ว 3-4 ระยะ วงเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนการใช้จ่าย สร้างกำลังซื้อของภาคประชาชนและกระตุ้นการลงทุนของเอกชน ในห้วงที่เศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกซบเซาอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม ถ้าประเมินผลการนำนโยบายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนของรัฐบาลไปปฏิบัติแล้วจะพบว่า มาตรการต่างๆ ล้วนประสบความล้มเหลวในการปฏิบัติอย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ขยายเวลาการเบิกจ่ายงบลงทุนเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ออกไปจากเดิมที่ต้องแล้วเสร็จในเดือน ธ.ค. 2558 เป็นสิ้นสุดภายใน 31 มี.ค. 2559 หลังพบว่ามีการก่อหนี้ผูกพันแล้ว 6,691 ล้านบาท เบิกจ่าย 612 ล้านบาท สาเหตุหลักเนื่องจากหน่วยงานระดับจังหวัดไม่กล้าเซ็นสัญญา เพราะกลัวความผิดหากมีการตรวจสอบภายหลัง แม้ว่าคณะทำงานของกระทรวงมหาดไทยจะมีการอนุมัติโครงการไปแล้วถึง 91%
ขณะที่การเบิกจ่ายงบส่งเสริมการลงทุนขนาดเล็ก หรือไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่ามีการทำสัญญาและเบิกจ่ายไปแค่ 2.1 หมื่นล้านบาท เหลืองบที่ยังไม่ได้ทำสัญญา 3,031 ล้านบาท ครม.จึงมีมติให้ริบคืนงบส่วนนี้เข้างบกลางเพื่อนำไปใช้ในโครงการอื่น
ส่วนการเบิกจ่ายเงินมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ในระดับหมู่บ้าน ที่ให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ปล่อยกู้ให้กองทุนหมู่บ้าน 6 หมื่นล้านบาท ล่าสุดปล่อยสินเชื่อ 4.66 หมื่นล้านบาท เหลืออีก 1.4 หมื่นล้านบาท ครม.ก็มีมติให้ขยายเวลาออกไปเป็นสิ้นเดือน มี.ค. 2559 และเปิดโอกาสให้กองทุนเกรดซีและดียื่นขอกู้ได้
ล่าสุด ครม.ก็มีมติอนุมัติโครงการจัดเงินให้กองทุนหมู่บ้าน เพื่อไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งละไม่เกิน 5 แสนบาท วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท โดยหวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.15%
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ความล้มเหลวของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดขึ้นในกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงาน และความวิตกกังวลในเรื่องการตรวจสอบการทุจริตในโครงการเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้งบประมาณภาครัฐที่คาดหวังให้ลงไปในระบบจะกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อ เกิดการจ้างงานเป็นอัมพาต
กลไกการทำงานผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ประชุมติดตามความคืบหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐในโครงการต่างๆ โดยพยายามเร่งรัดการทำสัญญาให้ได้ภายในไตรมาสแรกของปีนี้อาจไม่สัมฤทธิผล หากไม่มีการปรับปรุงกระบวนการ ขั้นตอนการเบิกจ่าย และความเข้มข้นในการตรวจสอบการทุจริตในโครงการ
รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาวิธีการที่ทำให้ท่อที่ตันเกิดความลื่นไหล นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนจึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์







