
ปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 ไทยอยู่ตรงไหน
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เมื่อวันศุกร์ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ได้ยินท่านนายกฯ ตู่ พูดถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 เป็นหัวข้อในการประชุมของโลกที่ดาวอส (World Economic Forum : WEF ที่เมือง Davos) ซึ่งการประชุมนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป จัดขึ้นที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงหน้าหนาวของทุกปี
มีนักเศรษฐศาสตร์และผู้มีชื่อเสียงจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม ในปีนี้การประชุมดังกล่าวมีขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 ม.ค. และแน่นอนว่าเรื่องที่พูดถึงกันมากก็คือเรื่องที่ท่านนายกฯ ตู่ พูดถึงนั่นเอง ซึ่งก็คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4
ทำให้ผู้เขียนต้องคิดถึงประเทศไทยว่าเราจะเกาะรถด่วนขบวนนี้ทันไหม ถ้าไม่ทันจะเกาะรถด่วนขบวนที่ตามมาทันไหม ถ้าไม่ทันอีกคงต้องลงไปอยู่กับประเทศด้อยพัฒนาเสียแล้วหรือเปล่า
แต่ก่อนที่จะคุยกันถึงประเด็นนี้ ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจไม่แน่ใจว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 มันคืออะไรกันแน่ รอบที่ 1 นั้นชัดเจน เพราะเป็นการเอาเครื่องจักรเข้ามาแทนที่คน มีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม มีการเริ่มจากเรื่องสิ่งทอในประเทศอังกฤษ เริ่มกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1760 มาสิ้นสุดประมาณช่วงระหว่าง ค.ศ. 1820–1840
พวกที่เรียนประวัติศาสตร์เศรษฐกิจคงจำกันได้ดี มีหนังสือให้อ่านสนุกๆ หลายเล่ม และการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 2 ก็ยังพอจะชัดเจน แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 นี่ซิมาได้อย่างไร จึงขอเริ่มเตือนความ
ทรงจำกันตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 2 เลยดีกว่า
การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 2 นั้น เป็นการปฏิวัติทางด้านเทคโนโลยีเพื่อไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความรวดเร็วขึ้น รถจักรหรือรถไฟของ Watt ก็เกิดขึ้นในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 2 นี้ ซึ่งเริ่มขึ้นปลายๆ ศตวรรษที่ 19 ต่อศตวรรษที่ 20 หรือประมาณช่วงปี ค.ศ. 1870–1914 และไปสิ้นสุดในช่วงที่เริ่มเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1
ขณะที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 นั้น น่าจะเริ่มมาประมาณปี ค.ศ. 2008 และเลยเข้ามาในช่วงปี ค.ศ. 2014-2015 นี้ และยังไม่สิ้นสุดจนถึงขณะนี้ รอบนี้เป็นรอบที่มีการเกิดเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต บิ๊กดาต้า (Big Data) รวมถึงมีการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้เชื่อมโยงการติดต่อกับทุกคนและทุกสิ่ง (Internet of Things) บริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Internet of Things Infrastructure)
สำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 นี้ เช่น GE, Cisco, IBM, Siemens ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทั้งหลายเมือง หมู่บ้าน ภูมิภาค ประเทศ และโลกเข้าด้วยกัน ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการพยายามใช้พลังงานทดแทน เนื่องจากมีการนำสิ่งต่างๆ เช่น ขยะ ลม แสงอาทิตย์ มาแทนน้ำมันที่เกิดจากฟอสซิล เพื่อรักษาทรัพยากรของโลกและเพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่จริงแล้วถ้าคำนึงถึงเฉพาะเรื่องของพลังงานทดแทน การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 นี้ น่าจะเริ่มมาก่อนปี ค.ศ. 2008 มากกว่าสิบปีเสียอีก ที่สำคัญมากๆ และผู้รู้หลายท่านจัดให้รวมไว้ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 นี้ ก็คือเรื่องของ 3D Printing ด้วย ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าลงได้อย่างมาก เพราะจะสามารถผลิตสินค้าได้สารพัดชนิด ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
มีลักษณะคล้ายๆ การถ่ายเอกสาร บางทีจึงมีการเรียกชื่อว่า “Addictive Manufacturing” และที่ว่าต้นทุนจะต่ำลงมาก ก็เพราะจากข้อเขียนของ Jeremy Rifkin บอกว่า การผลิตโดยวิธี 3D Printing นี้ จะใช้วัตถุดิบเพียง 10% ของวัตถุดิบที่เคยใช้ในกระบวนการผลิตแบบปกติเท่านั้น
ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละรอบนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงแค่ 1–2 ปี แต่ต้องใช้เวลาหลายปี เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงในขั้นรากฐานของการผลิต เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคน เช่น การนำเครื่องจักรมาใช้ในการผลิตสินค้าเกษตร การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การขนส่ง และมีผลไปทำลายโครงสร้างทางสังคมลงอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 จึงยังดำเนินอยู่ และแน่นอนการที่เทคโนโลยีดังกล่าวข้างต้นเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีแบบเดิมๆ ในขั้นรากฐาน จึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมมนุษย์ไปอีกระดับหนึ่ง
การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 เกิดขึ้นจริงหรือ จึงเป็นคำถามที่หลายๆ คนยกขึ้นถามตัวเอง และเมื่อกูรูทั้งหลายที่ดาวอสต่างมองไปในทางเดียวกันว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 4 ได้เกิดขึ้นแล้ว ก็คงต้องมาดูกันว่ามันคืออะไร แล้วประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน ในเมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 3 ยังไม่ทันเสร็จดี แถมประเทศอย่างเราๆ ก็วิ่งตามกันขาขวิดแล้ว
รอบที่ 4 จะตามเขาทันไหม ผู้เขียนขอไปต่อในฉบับหน้าดีกว่า







