
ตะวันออกกลางปรับทัพ รับยุคน้ำมันถูกยาว
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
บรรดาประเทศน้ำมันต่างเจ็บตัวไปตามๆ กัน จากราคาน้ำมันที่ลดลงมากกว่า 70% นับตั้งแต่ช่วงปี 2014 เพราะราคาน้ำมันถูกกำลังทำให้แต่ละประเทศขาดดุลงบประมาณ จนเงินสำรองระหว่างประเทศที่บรรดาประเทศน้ำมัน โดยเฉพาะชาติตะวันออกกักตุนเอาไว้ในช่วงน้ำมันแพงและกำลังหมดลงไปเรื่อยๆ
ความเสียหายนี้เองที่ทำให้บรรดาภาคเอกชนและประเทศส่งออกน้ำมันจำต้องปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด ทั้งการปรับตัวเพื่อไม่ให้รายรับของประเทศไปพึ่งพาอยู่กับราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ขณะที่ต้องปรับการใช้จ่ายภาครัฐไปในตัวด้วยเช่นกัน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เดินทางไปยังอาเซอร์ไบจานเพื่อปลดล็อกเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน หลังอาเซอร์ไบจานจะกลายเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรจากราคาน้ำมันตกเป็นเจ้าแรก ในขณะที่เศรษฐกิจประเทศน้ำมันอื่นๆ อย่างเวเนซุเอลาก็ย่ำแย่ อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 96% และเศรษฐกิจที่หดตัว
ประเทศอ่าวอาหรับก็ย่ำแย่พอๆ กัน โดยก่อนหน้านี้ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า ในบรรดากลุ่มประเทศความร่วมมือในอ่าวอาหรับ (จีซีซี) 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน โอมาน คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประเทศอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) อย่างซาอุดิอาระเบีย อาจต้องล้มละลายภายใน 5 ปี หากราคาน้ำมันอยู่ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
แต่ในขณะนี้ไม่ใช่ราคาน้ำมันที่ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อีกต่อไปแล้ว แต่ตกลงมาอยู่ที่ราว 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น โดยจากข้อมูลใหม่ซึ่งสำนักข่าวซีเอ็นบีซีรวบรวมจากสำนักงานการเงินซาอุดิอาระเบีย สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) ธนาคารบาร์เคลย์สและสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า หากราคาพลังงานอยู่ราว 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซาอุดิอาระเบียจะล้มละลายในเดือน พ.ค. 2019 ขณะที่หากน้ำมันตกลงไปสู่เลข 2 ซาอุดิอาระเบียจะล้มละลายในเดือน ต.ค. 2018
ดังนั้น มาซูด อาห์เหม็ด หัวหน้าฝ่ายตะวันออกกลางของไอเอ็มเอฟ จึงออกมาย้ำเตือนซาอุดิอาระเบียอีกครั้งผ่านบทสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ว่า ซาอุดิอาระเบียจะต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัด หรือก็คือการปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐลงนั่นเอง
ก่อนหน้านี้ ซาอุดิอาระเบียประเดิมด้วยการปรับลดการอุดหนุนราคาก๊าซในประเทศ ส่งผลให้ราคาก๊าซปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงขึ้น 50% ในขณะที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าซาอุดิอาระเบียจะต้องปรับลดสวัสดิการของประชาชนเพิ่มเติมขึ้นอีก ซึ่งอาจจะสร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนและเกิดความไม่สงบทางการเมืองได้
นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียยังต้องนำซาอุดิอรามโกรัฐวิสาหกิจน้ำมันเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุน รวมถึงมีการเจรจากับธนาคารในการออกหุ้นกู้อิสลามเป็นครั้งแรกและยังวางแผนที่จะปฏิรูปภาษีอีกด้วย
นอกเหนือไปจากการปรับการใช้จ่ายแล้ว ซาอุดิอาระเบียยังวางแผนที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้ไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
คาลิด อัลฟาลิห์ ประธานของซาอุดิอรามโก กล่าวว่า ซาอุดิอาระเบียกำลังวางแผนเพื่อหันไปพึ่งอุตสาหกรรมตั้งแต่เทคโนโลยีสารสนเทศ สาธารณสุข และการท่องเที่ยว เพื่อแสดงให้เห็นความสามารถในการจัดการท่ามกลางราคาน้ำมันถูก
นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียยังวางแผนในการพึ่งพิงการจ้างงานในระบบราชการและหันไปสนับสนุนการจ้างงานในภาคเอกชนแทน เนื่องจากแต่เดิมประชาชนส่วนใหญ่ของซาอุดิอาระเบียเป็นข้าราชการ ซึ่งได้สวัสดิการสูงในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงถึง 100 เหรียญสหรัฐบาร์เรล
ขณะเดียวกัน ด้าน ซูฮาอิล บิน โมฮัมเหม็ด อัล-มัซรูอี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระบุว่า ยูเออีกำลังหันไปพึ่งพาเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน แทนการพึ่งรายได้จากการส่งออกพลังงาน หลังราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าลงทุนต่างประเทศมากขึ้น
“การลงทุนในมนุษย์เป็นเรื่องที่โลกควรทำในศตวรรษที่ 21 และเป็นเหตุผลเพื่อที่จะบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะขับเคลื่อนประเทศของเราไปสู่กระบวนการและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น” รัฐมนตรีพลังงานยูเออี กล่าว
การจะปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจ สำนักข่าวกัลฟ์นิวส์ แสดงทัศนะว่ายูเออีจำเป็นต้องพัฒนาทักษะแรงงานภายในประเทศ และก่อนหน้านี้ยูเออีก็เดินหน้าเพื่อที่จะหันไปพึ่งพาการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยหนทางอื่น เช่น แผนการผลักดันอุตสาหกรรม 9 ภาคส่วน ที่ผลักดันให้สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยยูเออีจะเผยร่างแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ใหม่” ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ไม่ใช่เพียงแต่ประเทศอ่าวอาหรับเท่านั้นที่ต้องปรับตัว บรรดาประเทศอื่นที่ขึ้นกับภาคพลังงานก็ต้องปรับตัวตามไปด้วยเช่นเดียวกัน เช่น สมาชิกโอเปกอย่างไนจีเรีย ซึ่งเพิ่งจะเปิดเผยว่าจำเป็นต้องได้รับเงินช่วยเหลือเร่งด่วนเช่นเดียวกับอาเซอร์ไบจาน
เชฮู ซานี ประธานและสมาชิกวุฒิสภา เรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่ให้พึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ก่อนที่ทุนสำรองระหว่างประเทศที่ตอนนี้มูลค่าน้อยกว่า 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.58 แสนล้านบาท) จะหมดลง และค่าเงินของไนจีเรียก็อ่อนค่าลงเทียบเหรียญสหรัฐเรื่อยๆ
“ถ้าราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับปัจจุบัน อาจจะต้องตั้งคำถามรูปแบบการขยายตัวทางเศรษฐกิจปัจจุบัน การปฏิรูปจึงไม่ใช่ความพยายามที่จะทำในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นขณะนี้” ราซัน นาสเซอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสเอชเอสบีซี กล่าวกับสื่อของยูเออี







