
ผ่าทางตันปฏิรูปที่ดิน
การที่เครือข่ายประชาชน 4 ภาค บุกรุกที่ดินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เริ่มเป็นปัญหาระอุคุกรุ่น สร้างความขัดแย้งในสังคม การต่อต้านกฎหมาย และใช้กฎหมู่
การที่เครือข่ายประชาชน 4 ภาค บุกรุกที่ดินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เริ่มเป็นปัญหาระอุคุกรุ่น สร้างความขัดแย้งในสังคม การต่อต้านกฎหมาย และใช้กฎหมู่
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เมื่อล่าสุดมีการบุกล้อมโรงพักบีบให้ส่งคืนผู้ต้องหาที่บุกรุกที่ดิน ขณะที่ปฏิบัติการยึดที่ดิน บสท.ลุกลามจาก 19 จังหวัดภาคอีสาน กระจายไปทั่วประเทศอีก 20 จังหวัด การประกาศยึดพื้นที่การครอบครองที่ดินเปล่าของ บสท.ทั้งหมด 5 แสนไร่
โดยคิดว่าเป็นความชอบธรรม ความเชื่อว่า บสท. เป็นองค์กรของรัฐ ดังนั้นที่ดินของ บสท. ก็เป็นที่ดินของรัฐ รวมทั้งการการอ้างว่าได้มีการตกลงซื้อขายที่ดินกับ บสท. แล้วบ้าง หรือการรอรัฐบาลจัดซื้อที่ดินจาก บสท. แล้วนำจัดสรรให้กับราษฎรบ้าง รอผลการเจรจาต่อรองที่กลุ่มแกนนำไปเจรจากับรัฐบาลเพื่อขอใช้พื้นที่จัดสรรให้กับประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินบ้าง หรือรับไม่ได้ที่มีการขายที่ให้ต่างชาติจึงเข้าจับจองพื้นที่ไว้ก่อน สรรหาเหตุผลที่จะเข้าไปครอบครองที่ดินของบสท.อย่างชอบธรรม
ด้วยความเชื่อว่า บสท.กำลังจะปิดตัวลงในปี 2554 ส่งผลให้ต้องรีบระบาย ทรัพย์ที่เป็นที่ดินว่างเปล่าดังกล่าวออกขายในรูปแบบประมูลราคาถูกไม่ต่ำกว่า 50% ให้กับนายทุน และในที่สุดที่ดินเหล่านี้ก็ไม่กระจายถึงมือประชาชนแต่กลับตกอยู่ในมือของนายทุนเพียงกลุ่มเดียว ไม่เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนดไว้ จึงเป็นเหตุผลให้ชาวบ้านต้องรวมตัวเข้าบุกยึดที่ดิน
หากย้อนคำมั่นสัญญารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงต่อรัฐสภา ประกาศนโยบายประชานิยมว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน โดยการออก “โฉนดชุมชน” และ “ธนาคารที่ดิน” การจัดหาที่ดินให้กับคนยากจนให้มีที่ทำกิน มีที่อยู่อาศัยยังขาดความชัดเจนและล่าช้า ทำให้เกิดความเข้าใจผิด
รวมทั้งคำถามถึงบทบาทหน้าที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีหน้าที่จัดที่ดินและที่อยู่อาศัยให้กับเกษตรกร บกพร่องไปหรือไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร
นี่อาจจะเป็นการสะท้อนผลงานของรัฐบาล มุ่งที่จะประกาศนโยบายประชานิยม แต่ยังสร้างความสับสน และมีการกระทำความผิดกฎหมายโดยไม่เกรงกลัวบทลงโทษ และเชื่อในพลังกฎหมู่ที่จะชนะกฎหมาย
ขณะที่กระทรวงการคลังก็ออกมาประกาศนโยบายตั้งธนาคารที่ดินเป็นเครื่องมือในการจัดสรรที่ดินให้กับคนจนให้มีที่ทำกินและมีที่อยู่อาศัย โดยใช้เงินจากการเก็บภาษีที่ดินตาม พ.ร.บ.ใหม่อัตรา 2% หวังลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม ด้วยการรีดภาษีจากคนชนชั้นนายทุนและนักการเมือง ที่ครอบครองที่ดินเป็นส่วนใหญ่มาให้กับคนจน
ด้านนางจุไรรัตน์ ปันยารชุน กรรมการผู้จัดการ บสท. กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งรีบแก้ไขปัญหา โดยจัดตั้งหน่วยงานมาเพื่อมาซื้อสินทรัพย์ บสท. เพื่อที่จะนำไปจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรให้มีที่ทำกิน
พร้อมต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเข้าใจนโยบายของรัฐบาลที่มีเจตนาดี ที่จะหาที่ทำกินให้กับเกษตรกร แต่ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มชาวบ้านที่มาบุกรุกที่ดิน บสท. หรือขึ้นทะเบียนกับสภาเครือข่ายประชาชนฯ จะได้รับสิทธิการมีที่ทำกินก่อน
“ขณะนี้ยอมรับว่าเกิดปัญหามีคนมาซื้อที่ดินเปล่า บสท. เพื่อทำการเกษตรปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่นมันสำปะหลัง อ้อย ก็ไม่กล้าเข้ามาซื้อ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาเจอชาวบ้านบุกรุกที่ดิน ก็ต้องขอคืนการซื้อที่ดินจาก บสท.” นางจุไรรัตน์ กล่าว
โดยผู้จัดการ บสท. มองว่า กลุ่มชาวบ้านที่ต้องการที่ดินเข้าผิดช่องทาง ไม่ใช่ต้องการที่ดินแล้วจะมาบุกรุกที่ดิน บสท. ควรจะเข้าช่องทาง ส.ป.ก. ที่มีหน้าที่การจัดที่ดินและที่อยู่ให้กับเกษตรกร
ตรงข้ามกับมุมมอง นายประภาส โงกสูงเนิน ประธานสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) ในนามสภาประชาชน 4 ภาค ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยยื่นข้อเสนอให้ตำรวจยุติการจับกุม และปล่อยตัวแกนนำและชาวบ้านทันที
พร้อมกับแต่งตั้งคณะกรรมการคนกลางที่เป็นบุคคลน่าเชื่อถือมาเจรจาหาข้อยุติ เช่น นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี นพ.ประเวศ วะสี และนายอานันท์ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการใดๆ ภายในสัปดาห์หน้าจะเข้านำชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการ 39 จังหวัด เดินทางมาบุกยึด บสท. ที่กรุงเทพฯ
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาไม่เพียงใช้ตำรวจในท้องที่หรือโยนปัญหาให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดในการสะสางปัญหา เพราะนี้คือปัญหาคุกคามทั่วประเทศและเป็นปัญหาระดับชาติ ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องจริงจังกับปัญหานี้ก่อนที่จะบานปลาย ต้องตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ประกอบด้วย รัฐบาล บสท. และชาวบ้านเพื่อหาข้อยุติ
โดยเบื้องต้นสภาเครือข่ายประชาชนฯ ต้องการเสนอให้รัฐบาลเจรจากับ บสท. เพื่อขอซื้อที่ดินจำนวนทั้งหมดกว่า 5 แสนไร่ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ และเก็บไว้ในธนาคารที่ดิน โดยใช้งบประมาณจัดซื้อ ซึ่งประเมินว่าราคาเฉลี่ย 5 หมื่นบาทต่อไร่ รวม 2,500 ล้านบาท
แต่จะต้องจำแนกที่ดินออก เช่น ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินเพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ ฯลฯ เมื่อจำแนกได้แล้วจึงนำที่ดินเพื่อเกษตรกรรมออกโฉนดชุมชน หรือรัฐบาลจะพิจารณาซื้อเฉพาะที่ดินที่จำแนกเป็นเกษตรกรรมก็เป็นได้ ซึ่งจะมีผลดีกว่าปล่อยให้เกิดกรณีเช่นนี้และจะแก้ปัญหาไม่รู้จบ
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในการแก้ปัญหา และเร่งรัดตั้งธนาคารที่ดินขึ้นมาและพิจารณาออกโฉนดชุมชน และหาที่ทำกินให้กับชาวบ้านเพื่อยุติการบุกรุกต่อไป
ที่สำคัญที่สุดต้องมีกระบวนการในการคัดสรรชาวบ้านหรือเกษตรกร ที่มีคุณสมบัติที่ควรจะได้ที่ดินทำกินจริงๆ ไม่ใช่ว่าคนที่มีพรรคพวกมาลากไป ไปบุกรุกจับจองที่ดินก่อนมีสิทธิก่อน ไม่เช่นนั้นปัญหาการบุกรุกที่ดินและใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายโดยไม่ต้องรับโทษ
ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะเกิดมิคสัญญีไม่มีขื่อมีแปอีกรอบ!!!







