posttoday
หวั่นนักการเมืองสวาปามกองทุนสลากฯแนะหาทางป้องกัน

หวั่นนักการเมืองสวาปามกองทุนสลากฯแนะหาทางป้องกัน

02 กุมภาพันธ์ 2559

ผลสำรวจชี้ สลากและหวยใต้ดินเป็นการพนันยอดนิยม คนมากถึง62.1%ซื้อทั้งสลากและหวย9เดือนที่ผ่านมาบอร์ดสลากฯ สอบผ่านโจทย์ข้อเดียว80บาท แต่ผลโดยรวมได้ไม่ถึงครึ่ง

ผลสำรวจชี้ สลากและหวยใต้ดินเป็นการพนันยอดนิยม คนมากถึง62.1%ซื้อทั้งสลากและหวย9เดือนที่ผ่านมาบอร์ดสลากฯ สอบผ่านโจทย์ข้อเดียว80บาท แต่ผลโดยรวมได้ไม่ถึงครึ่ง

เมื่อวันที่2ก.พ. 59 เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนา“9เดือนRoadMap แก้ปัญหาสลาก สอบได้หรือสอบตก” พร้อมกับเปิดผลสำรวจ "สถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทย ประจำปี 2558" โดย นายธน หาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) กล่าวว่า ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ร่วมกับ ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ได้ลงพื้นที่ผลสำรวจประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 7,013 ตัวอย่าง ใน 26 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-15 ต.ค. 58 พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 73.8 หรือเกือบ 40 ล้านคน เคยมีประสบการณ์เล่นการพนันในชีวิตโดยสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการพนันยอดนิยมคือมีผู้เคยเล่นประมาณ 28.6 ล้านคน ตามติดด้วยหวยใต้ดิน ประมาณ 27.0 ล้านคน เมื่อถามถึงประสบการณ์ด้านการเล่นพนันครั้งแรก พบว่า หวยใต้ดินมาเป็นอันดับ1โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง กลุ่มอายุตั้งแต่35ปีขึ้นไป ทั้งนี้ผู้เริ่มเล่นพนันครั้งแรกอายุน้อยที่สุดในการสำรวจรอบนี้อยู่ที่ 7 ปี เท่ากับผลสำรวจสองครั้งที่ผ่านมา (ปี 2553 และ 2556)
           
"ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 52.4 หรือประมาณ 27.4 ล้านคน ระบุว่าเล่นการพนัน แปลว่าคนที่เคยเล่นพนันแล้วหยุดเล่นมีมากถึงเกือบ 12 ล้านคน สาเหตุหลักที่คนเลิกเล่นพนันคือ แค่อยากลอง/เล่นสนุก/เล่นชั่วครั้งชั่วคราว และเล่นเสียเลยเลิก สำหรับการพนันยอดนิยมของปี 2558 คือสลากกินแบ่งรัฐบาล มีผู้เล่นอยู่ที่ร้อยละ 69.6 หรือประมาณ 19.0 ล้านคน ตามติดด้วยหวยใต้ดิน ร้อยละ 60.2 หรือประมาณ 16.4 ล้านคน ทิ้งห่างจากอันดับถัดๆ ไป คือ พนันทายผลฟุตบอล (7.3%) ไฮโล/โปปั่น (3.1%) บิงโก (2.0%) การพนันเกี่ยวกับสัตว์ (1.9%) มวย/มวยตู้ (1.7) เล่นไพ่ในบ่อน (1.6%) และอื่นๆประเด็นที่น่าสนใจคือ มีผู้ประเมินตนเองว่าติดพนันมากถึงร้อยละ 8.9 หรือมากกว่า 2 ล้านคน" นายธน กล่าว
           
นายธน กล่าวถึงผลสำรวจเฉพาะสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า "เกินกว่าครึ่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมานานกว่า 10 ปี  ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ระบุว่าซื้อทุกงวดถึงร้อยละ36.5อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อประมาณ3 ใน 4 ซื้อสลากด้วยเงินไม่เกิน 200 บาท หรือ 1-2 ใบและร้อยละ62.1ระบุว่าซื้อทั้งสลากกินแบ่งรัฐบาลและหวยใต้ดิน  เมื่อสอบถามถึงราคาสลากที่ซื้อ พบว่า ก่อนควบคุมราคา ราคาสลากขายที่ใบละ 80-160 บาท หรือเฉลี่ยที่107บาท ร้อยละ97.3ต้องจ่ายเงินซื้อสลากเกินราคา 80 บาท หลังมีการควบคุมราคา ราคาสลากขายที่ใบละ 77-120 บาท หรือเฉลี่ยที่ 81 บาท ร้อยละ 96.7 ซื้อได้ในราคาไม่เกิน 80 บาท"
           
การเสวนาครั้งนี้ ได้มีการสะท้อนมุมมองจากฝ่ายต่างๆ หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศใช้มาตรา44ดำเนินการแก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่วันที่1 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นมา โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้มีการดำเนินการในหลายด้านมาตามลำดับ
           
พ.ท.หนุน ศันสนาคม กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า “คณะกรรมการสลากฯ มีการวางโรดแม็พ 3 ระยะ คือระยะที่ 1 เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ให้ขายสลากเกินราคา 80 บาท โดยเพิ่มบทลงโทษ จัดชุดปฏิบัติการและเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการอย่างเข้มข้นระยะที่2เป็นช่วงที่ปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานตามสถานการณ์เพื่อให้ขายสลากได้ตามราคาที่กำหนดโดยมุ่งเน้นที่การลดต้นทุน การกำจัดพ่อค้าคนกลาง และการทำให้ผู้ค้าสลากรายย่อยเข้าถึงสลากได้ง่ายขึ้น มากขึ้น ซึ่งได้ดำเนินการในหลายรูปแบบ เช่น ปรับสัดส่วนรายได้ให้ผู้ค้าสลากมีกำไรมากขึ้น ยกเลิกรางวัลแจ๊คพ็อตที่มีผลต่อการรวมชุดและทำให้สลากแพง ตลอดจนเพิ่มรางวัลเลขหน้า 3 ตัว ทั้งยังดำเนินการในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สลากถึงมือผู้ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง โดยไม่ให้มีพ่อค้าคนกลางอยู่ในระบบ การยกเลิกโควตาใหญ่ จัดทำโครงการสั่งซื้อ-จองสลากล่วงหน้าผ่านธนาคารกรุงไทย และเพิ่มสลากเข้าไปในระบบนี้อีก10 ล้านฉบับคู่ในงวด15กุมภาพันธ์นี้ ทำให้มีสัดส่วนสลากในระบบโควตากับระบบการซื้อ-จองล่วงหน้าเป็นครึ่งต่อครึ่งซึ่งสอดคล้องกับความต้องการเข้าถึงสลากของผู้ค้ารายย่อย  ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะพิจารณาถึงผลเสียด้วย โดยจะดูแลไม่ให้มีผลกระทบในเชิงลบต่อผู้บริโภคและประชาชน  

สำหรับระยะที่ 3 จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อทำงานตามนโยบายให้โปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน   โดยจะเริ่มดำเนินการเมื่อระยะที่ 2 ประสบความสำเร็จในทุกด้านแล้ว เช่น สามารถควบคุมราคาได้จริง   ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึงสลากได้โดยตรง  คัดสรรผู้ค้าที่เข้ามาซื้อ-จองให้มีแต่ตัวจริงเท่านั้น  ไม่ใช่รับช่วงต่อ ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการฯ พึงพอใจที่สามารถดำเนินการได้ตามโรดแม็พที่วางไว้ 100%ส่วนผลที่ออกมาอาจไม่ได้ตามที่มุ่งหวังทุกเรื่อง เช่น อาจมีบางส่วนที่ขายเกินราคาอยู่บ้าง หรือยังมีเรื่องพ่อค้าคนกลางที่ทำให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึงสลากไม่ได้ตามเป้าหมาย  แต่ก็พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จอย่างยั่งยืนต่อไปโดยทุกครั้งที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆคณะกรรมการฯ จะลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของผู้ค้าและผู้บริโภคในภูมิภาคต่างๆ ก่อนเสมอ”

ด้าน นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า “คณะกรรมการสลาก กินแบ่งรัฐบาลชุดนี้มีความตั้งใจในการทำงานอย่างมาก แต่เน้นงานในเชิงประจักษ์มากกว่าการมุ่งแก้ปัญหาที่หลักการพื้นฐานหากสำนักงานสลากฯ ยังวางเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อหารายได้เข้ารัฐ โดยต้องพึ่งพาผู้ค้ารายใหญ่ การแก้ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่มีวันจบสิ้น แก้เรื่องนี้สำเร็จก็จะมีปัญหาเรื่องอื่นๆ ตามมา ขยันเพียงใดก็เสียแรงเปล่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน การจัดให้สั่งซื้อหรือจองสลากล่วงหน้าก็จะกลายเป็นการกีดกันผู้ค้ารายย่อย สร้างความเหลื่อมล้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ"และเสนอว่า"ต้องทบทวนปรัชญาและหลักการพื้นฐานก่อนว่ามีสลากฯ เพื่ออะไร ควรปฏิรูปแนวคิดเบื้องต้นตามที่ได้เคยมีการเสนอไว้แล้ว ปรับเปลี่ยนจากสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นสลากเพื่อสังคม ซึ่งต้องพิจารณาในทุกมิติ ทั้งเรื่องการตกเป็นเหยื่อของการพนัน การพัฒนาสังคม การคุ้มครองอาชีพของผู้ค้ารายย่อย การคืนรายได้สู่สังคม และอื่นๆ  ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องสลากแพงเท่านั้น หากจะให้คะแนนด้านความตั้งใจทำงาน ผมให้ 8 จาก 10 แต่ด้านสัมฤทธิผล ผมให้ 4 จาก 10”

นายธนากร คมกฤส ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลาก กล่าวว่า "ความคาดหวังของภาคประชาชนต่อการทำงานของบอร์ดสลากชุดนี้ มีโจทย์อยู่ 3 ข้อ คือ เกิดความโปร่งใส หยุดการขายเกินราคา และนำเงินมาพัฒนาสังคม จากการทำงานที่ผ่านมา 9 เดือน ดูเหมือนว่าจะตอบโจทย์เรื่องราคาได้เพียงข้อเดียว ไม่แน่ใจว่าได้เลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกหรือไม่ เพราะเท่าที่เห็นบอร์ดสลากเลือกใช้วิธีการพิมพ์สลากเพิ่ม ตอนนี้เพิ่มมาจากเดิมเกือบเท่าตัวแล้ว คือจาก 36 ล้านคู่ เพิ่มเป็น 60 ล้านคู่  สำนักงานสลากฯ และรัฐบาลได้เงินมากขึ้น ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ขณะที่ผลลัพธ์ในการแก้ปัญหากลับไม่ชัดเจนการให้จองสลากผ่านธนาคารกรุงไทยดูยังมีปัญหาเยอะมาก ไม่รู้จะต้องพิมพ์สลากเพิ่มอีกเท่าไร และไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะถึงบทสรุปของวิธีการนี้  ที่สำคัญ ปัญหาเดิมคือ ‘คนขายสลากตัวจริงไม่ได้โควตา คนได้โควตาไม่ได้ขายจริง’ นั้นจบหรือยัง เพราะได้ข่าวว่าแม้จะปิดตำนานห้าเสือตัวเก่า แต่ขณะนี้ได้เกิดเสือตัวใหม่ๆ อีกเป็นสิบ ที่ตั้งตนเป็นยี่ปั๊วซาปั๊ว  ตราบใดที่ระบบปั๊วยังมีอยู่ ปัญหาสลากแพงก็จะไม่มีวันสิ้นสุด

ขณะที่โจทย์เรื่องการนำเงินมาพัฒนาสังคมนั้น แม้จะดูดีในตอนเริ่มต้น คือการประกาศให้มีกองทุนสลากฯ เพื่อการพัฒนาสังคม นำเงิน 3% มาเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากการพนัน  แต่ถึงขณะนี้ผ่านไปแล้ว 9 เดือน กองทุนนี้ยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ใดๆ ได้ ที่สำคัญคือกองทุนนี้จะเกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 1,500 ล้านบาท หากไม่วางระบบการบริหารจัดการกองทุนให้ดีจะมีปัญหาตามมา เรื่องแรกคือเรื่องประสิทธิภาพของกองทุน หากวางระบบการบริหารจัดการเป็นกองทุนแบบรัฐก็จะขาดความคล่องตัวและประชาชนก็จะไม่สามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากการพนันได้จริงจะกลายเป็นกองทุนที่แช่แข็งเหมือนหลายกองทุนที่ภาครัฐกอดเอาไว้แน่น และอีกเรื่องคือเรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการ หากไม่วางโครงสร้างในการบริหารกองทุนให้โปร่งใสเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของบุคคลภายนอกกองสลากฯและป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนไว้ตั้งแต่แรก สุดท้ายกองทุนนี้ก็จะถูกครหาเหมือนที่ สสส.กำลังโดนอยู่"

นายธนากรประเมินในภาพรวมขณะนี้ว่า"บอร์ดสลากยังตอบโจทย์ได้เพียง 25%ยังเหลืออีก75%กับเวลาอีกประมาณปีเศษ โจทย์สำคัญที่ต้องทำคือการวางระบบที่ดี มีประสิทธิภาพ และความโปร่งใสให้ได้ ไม่ใช่เพียงมาแก้ให้ราคาขายเป็น 80 บาทเท่านั้น และที่ต้องพึงสังวรไว้คือหากไม่วางระบบป้องกันผลประโยชน์ต่างๆ ไว้ดีพอ สิ่งที่บอร์ดสลากฯชุดนี้ทำ ทั้งการเพิ่มจำนวนพิมพ์สลาก การจะให้มีสลากชนิดใหม่ๆ รวมทั้งการตั้งกองทุน 1,500 ล้านขึ้นมา อาจเป็นการกรุยทางให้นักการเมืองเข้ามาสวาปามผลประโยชน์อย่างสบาย กลายเป็นมรดกบาปที่สร้างไว้ให้สังคมไทย ถือเป็นการเสียเวลาและเสียของ หวังว่าบอร์ดสลากฯชุดนี้จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง"

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท