
หวั่นประชารัฐบีบแบงก์รัฐ ปล่อยกู้เสี่ยงสูงเกินไป
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการประชารัฐ และโครงการประชานิยมเดิมที่เอามาต่อยอด พบว่าแหล่งเงินที่ใช้ในโครงการนี้ถูกล้วงกระเป๋าหยิบยืมมาจากเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ รวมๆ กันเป็นเงินหลายแสนล้านบาทแล้ว
หลายโครงการที่ถูกสั่งให้ปล่อยกู้ก็มีความเสี่ยงที่แบงก์รัฐต้องแบกรับเอง อย่างเช่น การปล่อยกู้โครงการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นโครงการประชานิยมเดิม แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการกองทุนหมู่บ้านมีส่วนผลักดันให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้เรื่องการสร้างอาชีพ เพื่อหารายได้เสริม แต่ผลจากการที่ถูกปล่อยทิ้งโครงการให้ร้างมานานแรมปี ทำให้โครงการนี้ขาดความต่อเนื่อง
จนเมื่อรัฐบาลนี้สั่งให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ปล่อยกู้หมู่บ้านเกรดเอและบี ที่มีอยู่ราว 5.9 หมื่นกองทุน จากกองทุนหมู่บ้านทั้งหมด 7.9 หมื่นกองทุน คิดเป็นเงินราว 6 หมื่นล้านบาท โดยให้แบ่งวงเงินกันแห่งละ 3 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กองทุนหมู่บ้าน มีระยะเวลาชำระหนี้คืนนาน 7 ปี
ล่าสุดยอดปล่อยกู้ 2 แบงก์ อนุมัติเงินไปแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท ด้วยใจตุ๊มๆ ต้อมๆ เพราะโครงการนี้มีความเสี่ยงสูง เมื่อเงินที่กู้ไปถูกแบ่งถึงมือสมาชิกแล้วใครจะกล้าการันตีว่าทุกคนเอาไปประกอบอาชีพเพื่อหารายได้เสริมเอาเงินมาคืนกองทุนหมู่บ้าน เพราะบางหมู่บ้านได้เงินไป 1 ล้านบาท เอาสมาชิกมาลงชื่อ 100 คน รับเงินไปคนละ 1 หมื่นบาท บางคนเอาไปใช้หนี้นอกระบบ ซื้อของใช้จิปาถะ 3 วัน เงิน 1 หมื่นบาทหมดไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งเงิน 1 หมื่นบาทสมัยนี้ไม่ใช่ว่าจะเอามาใช้ตั้งตัวประกอบอาชีพเสริมกันได้ง่ายๆ อย่างที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลคิดกัน
อนาคตหากเงินก้อนนี้เป็นเอ็นพีแอลหรือหนี้เสีย คนที่จะรับภาระหนักคือ ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. หากไม่มีข้อตกลงยกเว้นพิเศษ ก็ต้องตั้งสำรองกันเต็มพิกัดตามเกณฑ์ของสถาบันการเงินทั่วไป นอกจากนี้เงื่อนไขปล่อยกู้ 7 ปี ทำให้สร้างกลไกล็อกการอัดฉีดเงินสินเชื่อเพื่อต่อยอดรอบใหม่ให้สะดุดหยุดลง เพราะหากหมู่บ้านใดยังไม่ทยอยใช้หนี้เก่า ก็หมดโอกาสได้เงินกู้ก้อนใหม่เข้าไปด้วย
ล่าสุด รัฐบาลยอมควักเงินงบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ส่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กองทุนหมู่บ้านต่อ เพราะเงินรอบแรกหว่านไปแล้วหายเข้าไปในระบบ รอบนี้จึงปรับนโยบายสั่งให้เอาไปทำโครงสร้างพื้นฐานชุมชน เช่น ยุ้งฉางชุมชน ลานตากมัน โครงสร้างที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร แจกถ้วนหน้าทั้ง 7.95 หมื่นกองทุน กองทุนละไม่เกิน 5 แสนบาท คาดว่าจ่ายเงินหมดภายใน 6 เดือน ด้วยความหวังว่าภายใน 3-4 ปีข้างหน้าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการเกษตรที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการสั่งให้ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้ช่วยชาวสวนยางทำอาชีพเสริม 5,000 ล้านบาท โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดย ธ.ก.ส.ใช้เงินทุนสำรองจ่ายไปก่อน 1.27 หมื่นล้านบาท จ่ายให้เกษตรกรที่มีสวนยางเปิดกรีดจริง ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ จำนวน 8.5 แสนครัวเรือน อัตราไร่ละ 1,500 บาท
มีการสั่งให้ ธ.ก.ส.บรรเทาปัญหาภัยแล้ง ด้วยการปล่อยกู้ให้ชุมชนเพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตสู้วิกฤตภัยแล้ง จูงใจเกษตรกรให้ปรับโครงสร้างการผลิต วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท และโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและจำเป็นของเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งปี 2558/2559 อีก 6,000 ล้านบาท ช่วยเกษตรกรลูกค้า 5 แสนราย วงเงินกู้รายละไม่เกิน 1.2 หมื่นบาท
ในด้านความช่วยเหลือเอสเอ็มอี สั่งให้ธนาคารออมสินควักสภาพคล่อง 1.5 แสนล้านบาท ทำโครงการซอฟต์โลน ปล่อยกู้ผ่านสถาบันการเงินทั้งระบบในอัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อปี เพื่อนำไปปล่อยกู้โดยตรงให้กับผู้ประกอบการในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 4% ต่อปี ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายชดเชยค่าใช้จ่ายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารออมสิน ซึ่งโครงการนี้ระยะเวลาชำระหนี้คืน 7 ปี
และสั่งให้ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เร่งตั้งกองทุนร่วมลงทุนในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ระยะเริ่มต้นที่มีศักยภาพสูงโดยกองทุนมีวงเงินรวม 6,000 ล้านบาท แบ่งเงินจากธนาคารแห่งละ 2,000 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ธ.ก.ส.ได้ออกโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี มีกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งองค์กรที่จัดตั้งขึ้น
ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ธ.ก.ส.ก็มีโครงการสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนของภาคเกษตรไทยวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เป้าหมายปล่อยกู้ให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้านและสถาบันการเงินชุมชนที่เป็นลูกค้า 1 แสนราย
และที่จะสร้างปัญหาให้กับแบงก์รัฐด้วยกัน เป็นโครงการบ้านประชารัฐ ซึ่งเดิมทีธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ออกสินเชื่อบ้านผู้มีรายได้น้อย 1 หมื่นล้านบาท จนประสบความสำเร็จ เตรียมขยายวงเงินอีก 1 หมื่นล้านบาท ในปีนี้
จะเห็นว่ามาตรการที่กล่าวถึงมาทั้งหมดนี้ ทั้งเรื่องกองทุนหมู่บ้าน การช่วยเหลือเกษตรกรบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ช่วยชาวสวนยาง การช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คิดเป็นเม็ดเงินรวมกันได้มากกว่า 4 แสนล้านบาท หากวิเคราะห์ลงลึกลงไปในตัวสินเชื่อจะพบว่าบางโครงการมีความซ้ำซ้อน ทั้งที่บางแห่งมีการออกสินเชื่อเพื่อดูแลกลุ่มลูกค้าของตัวเองอยู่แล้ว แต่ยังต้องคิดมาตรการใหม่เพื่อรองรับกับความต้องการของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลในแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มาตรการที่ออกมามากมายจนเกินไป กำลังสะเทือนถึงแบงก์ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างธนาคารออมสิน ที่กลายเป็นแหล่งเงินสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการประชารัฐ จนอาจจะมีปัญหากับแบงก์รัฐด้วยกัน ที่ต้องการออกโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบที่บิดเบือนกลไกตลาด
มาถึงจุดนี้ จึงเป็นที่น่ากังวลถึงสถานะของแบงก์รัฐในอนาคต เพราะนอกจากจะถูกบีบให้ทำโครงการประชารัฐหลายแสนล้านบาทแล้ว ยังถูกบีบให้คืนดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่ดีเป็นของขวัญปีใหม่ นั่นหมายถึงรายได้ที่จะหายไป ซึ่งรายได้ที่หายไปในอนาคต อาจจะไม่พอรองรับกับหนี้เสียที่เกิดจากโครงการประชารัฐ ที่ถูกสั่งให้ปล่อยกู้ลูกค้าในกลุ่มที่มีความเสี่ยง แต่กระทรวงการคลังกลับไฟเขียวให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เข้ามากำกับแบงก์รัฐ ด้วยกฎระเบียบที่มีมาตรฐานไม่ย่อหย่อนไปกว่าสถาบันการเงินทั่วไป
อย่างไรก็ดี แนวคิดเรื่องประชารัฐเป็นเรื่องที่ดี ที่ไม่มีรัฐบาลไหนพยายามให้คนฐานรากได้เข้าถึงแหล่งเงินได้มากขนาดนี้ แต่ผู้กำหนดนโยบายต้องคำนึงความเข้มแข็งของสถาบันการเงินของรัฐที่ถูกใช้ทำโครงการนี้ด้วย เพราะเป็นโครงการที่มีความเสี่ยง ซ้ำซ้อน และการใช้แต่นโยบายดอกเบี้ยต่ำ จะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดมากเกินไปหรือไม่ ขณะที่เรื่องการพัฒนาสินค้า การหาตลาดรองรับจริงๆ จังๆ จะมีหน่วยงานใดออกมารับผิดชอบหรือไม่
สุดท้ายก็กลายเป็นหนังเรื่องประชานิยมเรื่องเดิมๆ ที่อัดสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำให้คนยากจนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว จนทำให้แบงก์รัฐไม่มีเวลาไปดูแลลูกหนี้ปกติที่ยังทำมาหากินได้ เพราะต้องทุ่มเวลาไปช่วยคนที่เดือดร้อน ถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบายต้องควบคุมและสร้างสมดุลในการใช้แบงก์รัฐไม่ให้เกินพอดี เพราะหากมากไปกว่านี้มีโอกาสที่แบงก์รัฐจะเสียหลัก ทำให้รัฐไม่เหลือเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นได้







