
ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ : นับถอยหลังประเทศไทย
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
การแก้ไขปัญหาของประเทศไทยที่ผ่านมาใช้ความรู้สึก อารมณ์ อคติ และคนส่วนน้อย เป็นตัวตั้ง ทั้งคนที่เป็นต้นเหตุของปัญหาและคนที่มาแก้ปัญหา ดังนั้นปัญหาของประเทศไทยจึงแก้ไม่ได้และไม่ได้แก้ เพราะเราตั้งโจทย์ผิดมาตลอด จะใช้วิธีไหนแก้โจทย์ที่ผิด คำตอบก็ต้องออกมาผิดเสมอ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้กฎหมายเปลืองที่สุดในโลก เพราะคิดว่ากฎหมายเป็นยาวิเศษแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง
ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าวิธีคิดของนักกฎหมาย ข้าราชการและผู้มีอำนาจ จะเชื่อว่าหากจะแก้ปัญหาของประเทศได้ต้องใช้กฎหมาย จะทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยได้ต้องเขียนรัฐธรรมนูญแล้วบอกชาวบ้านว่า “นี่แหละประชาธิปไตย เพราะเรามีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว” พูดซ้ำซากอย่างนี้มา 84 ปี แล้วก็ฉีกรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เขียนขึ้นมา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 19 ฉบับ จนวันนี้จะครบ 84 ปีแล้ว กำลังจะมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ก็ยังออกมาพูดเหมือนเดิม
ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่า คนหน้าเก่าที่เขียนรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ มาเขียนอีก ไม่ต้องอ่านก็รู้อยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่ฉบับสุดท้ายอย่างแน่นอน
เพราะประเทศไทยยังจะวนเวียนอยู่กับการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่เคยมีประชาธิปไตยตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสละราชสมบัติเพื่อคืนอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
ถ้าเราไม่สามารถทำลาย “กับดักแห่งอำนาจและกับดักประชาธิปไตย” นี้ได้ ประเทศไทยคงไม่มีโอกาสจะเป็นประชาธิปไตยตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้อย่างแท้จริง
รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ
กฎหมาย คือกรอบกติกาที่สร้างความถูกต้องและเป็นธรรมให้กับประเทศชาติและประชาชน จะถูกต้องและเป็นธรรมได้ ต้องเริ่มต้นจากหลักนิติธรรมที่นำไปสู่ความยุติธรรม โดยปราศจากอคติ ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญของกฎหมายทุกฉบับ
หากสังคมใดขาดหลักนิติธรรมและความยุติธรรมแล้ว สังคมนั้นจะแตกแยกวุ่นวายไร้ความปรองดอง สุดท้ายก็บรรลัยล่มจม เหมือนพระราชนิพนธ์ที่ว่า “เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่เอย”
หลักนิติธรรม หมายถึง หลักการปกครองที่บุคคลทั้งหลาย สถาบันและหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณะหรือเอกชนรวมไปถึงรัฐ ความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการทั่วไป มีการบังคับใช้อย่างเสมอกัน สอดคล้องกับธรรมเนียมและมาตรฐานของสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หลักดังกล่าวนี้จะต้องมีมาตรการเพื่อเป็นการประกันการเคารพและปฏิบัติต่อหลักการความสูงสุดของกฎหมาย ความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย มีความโปร่งใสและยุติธรรมในการใช้กฎหมาย การแบ่งแยกอำนาจ การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ความชัดเจนแน่นอนของกฎหมาย หลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติ ความโปร่งใสของกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมาย ที่มาของคำนิยามนี้มาจาก Report of the Secretary General on the Rule of Law and Transitional Justice in Conflict and Post-Conflict Societies
อคติ หมายความว่า ไม่ใช่ทางไป ไม่ใช่ทางเดิน ไม่ควรไป ไม่ควรเดิน ไม่ควรถึง หรือจะเรียกว่าไม่ควรปฏิบัติ รวมหมายความถึง ความลำเอียง ความไม่ยุติธรรม ความไม่เป็นธรรม
กล่าวกันเสมอว่า ธรรมของผู้ใหญ่และผู้บริหารที่พึงปฏิบัติต่อประชาชนก็คือ การไม่มีอคติ
ในทางพุทธศาสนาจัดแบ่งอคติออกเป็น 4 ประเภท เรียกว่า อคติ 4 อันได้แก่
1.ฉันทาคติ ความลำเอียงเพราะความรักใคร่ ด้วยการอ้างเอาความรักใคร่หรือความชอบพอกันของตนเอง ไปสร้างประโยชน์ให้ญาติพี่น้อง พวกพ้องและคนสนิท พอมีอคติ ใจไม่เป็นกลางก็มีการปฏิบัติต่อทุกคนไม่เหมาะสมหรือเท่าเทียมกัน
2.โทสาคติ ความลำเอียงเพราะความโกรธ ไม่ชอบ เกลียดชัง หรือแค้น ด้วยความโกรธ หรือลุอำนาจโทสะ ก็ทำการกลั่นแกล้ง ทำร้ายคนที่ตัวเองเกลียดชัง โดยไม่แยกแยะเรื่องความถูกต้อง ระเบียบ ประเพณีที่พึงปฏิบัติ
3.โมหาคติ ความลำเอียงเพราะความหลงผิด ความไม่รู้ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะความสะเพร่า ความไม่ละเอียดถี่ถ้วน มองโลกมองคนในแง่ร้าย ก็ตัดสินใจโดยไม่พิจารณาให้ดี ปิดใจ ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
4.ภยาคติ ความลำเอียงเพราะความกลัว เพราะความหวาดกลัว หรือกลัวภัยอันตราย ก็เลยตัดสินใจไม่กระทำ หรือกระทำอย่างขาดความกล้าหาญ โดยเฉพาะความกล้าหาญทางจริยธรรม คือ กล้าคิด กล้าพูดในสิ่งที่ดีงาม
เหมือนกับการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด โดยที่จะรู้หรือไม่ก็ตาม แต่ก็ยังพยายามกลัดกระดุมทีละเม็ดไปเรื่อยจนเสร็จ เมื่อกลัดกระดุมเสร็จแล้วก็พบว่าชายเสื้อทั้งสองข้างไม่เท่ากัน กว่าจะรู้ก็กลัดกระดุมผิดทั้งแถวแล้ว
การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างกฎหมาย สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือ หลักการที่ต้องยืนอยู่บนหลักนิติธรรมและปราศจากอคติ หากหลักการไม่ผ่านก็คงไม่ต้องไปพิจารณารายละเอียด เพราะรายละเอียดต้องเขียนตามหลักการ
การมีรัฐธรรมนูญและไปเลือกตั้ง แล้วบอกว่านี่แหละประชาธิปไตย เพราะเรามีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว เราต้องไปสู่การเลือกตั้ง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงตามที่ได้แถลงมา
ต้นเหตุของปัญหาที่ทำให้เกิดการยึดอำนาจ ปฏิวัติ รัฐประหาร ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แม้ว่าจะบอกว่า สนช.ได้ออกกฎหมายเกือบ 500 ฉบับ แล้วยังไง กฎหมายที่ออกมามันแก้ปัญหาของชาติตรงไหน นโยบายที่รัฐบาลได้ทำไปในช่วง 2 ปีกว่ามานี้ ก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ที่ทำให้ คสช.และรัฐบาลต้องยึดอำนาจ ปฏิวัติรัฐประหารเลย
ทำไมรัฐบาลไม่แก้ปัญหาที่เป็นเหตุแห่งการยึดอำนาจ ปฏิวัติรัฐประหารให้เสร็จสิ้นเสียก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง เพราะหากต้องไปเลือกตั้งทั้งที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะต้องกลับไปสู่วงจรเดิมอีก
รัฐบาลมีเวลาอีกปีครึ่ง ยังมีโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง อย่างที่หัวหน้า คสช.ประกาศไว้ตั้งแต่เมื่อตอนที่ยึดอำนาจว่า “จะคืนความสุขให้ประชาชน”
ขอเสนอว่า ให้นายกรัฐมนตรีทบทวนสิ่งที่ทำมาทั้งหมด ว่าเพราะเหตุใดปัญหาที่มีอยู่จึงยังแก้ไขไม่ได้ตามที่ต้องการ ปัญหาอยู่ที่นโยบาย ผู้บริหาร งบประมาณ ระเบียบหรือกฎหมาย ก็ต้องแก้ที่นั่น
เหมือนพระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเพื่อหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์ แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ใช่ทางออก จึงยุติการบำเพ็ญทุกรกิริยา
ในที่สุดท่านทรงพบความจริง 4 ประการ หรืออริยสัจ 4 คือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ทำให้เกิดสติและนำไปสู่สมาธิและปัญญา
นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเป็นรัฏฐาธิปัตย์ หากใช้อำนาจในทางที่ถูกที่ควรตามแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้าดังกล่าวก็จะแก้ปัญหาได้ เพราะรัฐบาลต้องรู้ก่อนว่าทุกข์ของชาวบ้านคืออะไร ทำไมจึงเป็นทุกข์ ต้องดับทุกข์ให้ชาวบ้าน วิธีการดับทุกข์ของชาวบ้านจะต้องทำอย่างไร
อย่ามองว่าคนที่ไม่เห็นด้วยหรือเห็นต่างคือศัตรูของท่าน พระพุทธเจ้าไม่เคยเห็นใครเป็นศัตรู แม้กระทั่งพระเทวทัตที่มีแต่ความแค้นเคือง พยายามจะเอาชนะทุกอย่างแม้กระทั่งจะเอาชีวิต แต่พระพุทธเจ้ายังมีเมตตาและอโหสิกรรมให้ ใครมีปัญหา ใครมีทุกข์ ท่านทรงชี้ทางพ้นทุกข์ให้หมดทุกคน
ถ้าอยากแก้ปัญหาให้ได้ ไม่ใช่เอาชนะใคร แต่ต้องเอาชนะใจชาวบ้านให้ได้ การเมืองเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับการเมืองเรื่องปากท้องของประชาชน
ปัญหาของชาวบ้านคือความยากจน อย่าปล่อยให้เกิดความอดอยากไม่มีอยู่ไม่มีกิน เพราะปัญหาภัยแล้งทำให้ไม่ได้ทำกินมาเกือบ 2 ปีแล้ว และมีแนวโน้มที่อาจรุนแรงขึ้น นโยบายประชารัฐและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากฟังดูดี แต่วิธีแก้ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องและยั่งยืน
ทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่อยู่ได้อย่างมีความสุข ได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของนโยบายและงบประมาณที่มีจำกัดเสียใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนแบบยั่งยืน เช่น ปัญหาเรื่องน้ำ ที่รัฐบาลไม่เคยทำอย่างจริงจังเร่งรัดเหมือนรถไฟ จัดงบกลางปีเสียใหม่ให้สอดคล้องกับความจำเป็น ไม่ใช่เอาเงินอัดฉีดลงไปโดยอ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่มีประโยชน์แล้วยังเป็นภาระกับประชาชน
ไม่อยากนับถอยหลัง แต่เวลาเหลือน้อย รีบทบทวน ปรับปรุง แก้ไข อย่าให้ประชาชนทนไม่ได้ จะมีอำนาจขนาดไหนก็เอาไม่อยู่







