
บีโอเจ ดันสงครามค่าเงินระอุ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
นับว่าเป็นเซอร์ไพรส์ล่าสุดที่อยู่นอกเหนือการคาดหมายของตลาดอย่างสิ้นเชิง สำหรับที่ประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ซึ่งประกาศใช้มาตรการ “ดอกเบี้ยติดลบ 0.1%” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ
ผู้ว่าการบีโอเจ เคยออกมาปฏิเสธว่าจะไม่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบก็ตาม
จากเดิมที่ธนาคารและสถาบันการเงินจะได้รับดอกเบี้ยเมื่อฝากเงินไว้กับบีโอเจ แต่ภายใต้มาตรการล่าสุดนี้ กลับกลายเป็นแบงก์ต้องเสียดอกเบี้ย 0.1% เมื่อใช้บริการฝากเงินกับบีโอเจแทน นับเป็นการใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบรายล่าสุด ตามหลังธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ธนาคารกลางสวีเดน เดนมาร์ก และสวิตเซอร์แลนด์
แน่นอนว่านโยบายดอกเบี้ยติดลบเช่นนี้ มีขึ้นเพื่อหวังแก้ปัญหาเงินเฟ้อต่ำในประเทศ โดยธนาคารกลางจะกดดันให้แบงก์พาณิชย์ซึ่งเป็นผู้ถือเงินสดรายใหญ่ที่สุดในประเทศลดการนำเงินมาฝากไว้ เพื่อเอาไปปล่อยกู้ภาคเอกชนหรือลงทุนกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศแทน
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งนั้นการประกาศใช้มาตรการดอกเบี้ยติดลบก็ยังเท่ากับเป็นการประกาศเข้าสู่สมรภูมิ “สงครามค่าเงิน” กลายๆ ด้วย จากการที่สถาบันการเงินจะปล่อยสภาพคล่องเงินเยนออกมาจำนวนมากและลดการซื้อเงินเยนเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ภายหลังการใช้นโยบายดังกล่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมง ค่าเงินเยน ญี่ปุ่น ก็ปรับตัวอ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบกว่า 1 ปีทันที และลดลงเมื่อเทียบกับ 16 สกุลเงินสำคัญๆ โดยเงินเยนอ่อนค่าลง 2% มาอยู่ที่ 121.14 เยน/เหรียญสหรัฐ ในการซื้อขายเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ตามเวลาในสหรัฐเป็นการอ่อนค่าลงใน 1 วันที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2014 และสามารถทบจากที่แข็งค่าอยู่ในเดือน ม.ค. เนื่องจากความต้องการเซฟเฮเว่น ทำให้เงินเยนอ่อนค่า 0.8% ในเดือน ม.ค.นี้
เงินเยนยังอ่อนค่าลง 0.9% เมื่อเทียบกับเงินยูโร ในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมแล้วนับตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา อ่อนค่าลง 0.4%
ทั้งนี้ การใช้ยาแรงของบีโอเจถูกตีความจากหลายฝ่ายว่า เป็นเพราะญี่ปุ่นไม่เหลือทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากได้ขยายการใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ผ่านการซื้อคืนพันธบัตรเป็นวงเงิน 80 ล้านล้านเยน/ปี หรือราวปีละ 23 ล้านล้านบาทไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้เร็วพอ โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาคเอกชนยังสงวนท่าทีลงทุนเพิ่มและไม่ตอบรับข้อเรียกร้องของรัฐบาล ชินโสะ อาเบะ ที่ขอให้ขึ้นค่าจ้างเพื่อกระตุ้นแรงซื้อในประเทศ
ทว่าที่เป็นปัญหาใหญ่และกำลังมาแรงไม่แพ้กันก็คือ การแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าเงินเยน เพราะแม้ว่าเงินเหรียญสหรัฐจะทยอยแข็งค่าขึ้น แต่ความผันผวนในตลาดทุนโลกที่เปิดฉากมาตั้งแต่วันทำการแรกของปี 2016 ก็ทำให้ทั่วโลกแห่ซื้อเงินเยนและทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยลดความเสี่ยง และทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 118.5 เยน/เหรียญสหรัฐมาแล้ว
ในทางกลับกันบรรดาประเทศผู้ส่งออก อื่นๆ ต่างก็ดำเนินมาตรการทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อลดค่าเงินของตัวเองกันอย่าง
ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจีนที่ใช้นโยบายลดค่ากลางอ้างอิงเงินหยวนและการแทรกแซงในตลาดเงินฮ่องกง หรือแม้แต่ฝั่งยูโรโซนก็ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ 0.3% ไปแล้วก่อนหน้านี้ ควบคู่ไปกับการขยายระยะเวลาซื้อคืนพันธบัตร
ปัจจัยเรื่องค่าเงินนี้ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งต่อการฟื้นเศรษฐกิจในบ้าน เพราะนอกจากจะกระทบผู้ส่งออกแล้ว ยังทำให้ภาคเอกชนปฏิเสธที่จะลงทุนเพิ่มจนกว่าจะมีการรับประกันว่าเงินเยนจะอ่อนค่าลงยาวติดต่อกันเพียงพอในรอบไซเคิลธุรกิจ และทำให้บีโอเจต้องงัดยาแรงอย่างนโยบายดอกเบี้ยติดลบมาใช้เป็นครั้งแรก
การประกาศใช้ยาแรงอย่างที่ไม่เคยใช้มาก่อนของญี่ปุ่น ทำให้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเป็นการเข้าร่วมสงครามค่าเงินเต็มตัว และจะทำให้แต่ละฝ่ายยิ่งเดินหน้าลดค่าเงินของตัวเองลงอีกทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะฝั่งยุโรป
วาเลนติน มาร์ตินอฟ หัวหน้าฝ่ายค่าเงิน 10 สกุลหลักของธนาคารเครดิต อะกริโกล ให้มุมมองกับบลูมเบิร์ก ว่า บีโอเจกำลังเข้าร่วมในสงครามค่าเงิน หลังจากที่หลายฝ่ายเริ่มใช้กลยุทธ์นี้กันไปแล้ว และทำให้มีโอกาสสูงที่ “อีซีบี” จะลดดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติมอีกในการประชุมเดือน มี.ค.นี้ จากปัจจุบันที่ลบ 0.3% เพื่อกดดันค่าเงินยูโรให้อ่อนค่าลงอีก
ขณะที่ เคท วอร์น นักกลยุทธ์การลงทุนจากเอ็ดเวิร์ด ดี โจนส์ แอนด์ โค ในสหรัฐ มองว่าทั้งอีซีบีและบีโอเจจะใช้นโยบายเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจในบ้านตัวเอง โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อให้ดีขึ้นได้ แต่ที่สำคัญก็คือ ทั้งยุโรปและญี่ปุ่นต่างก็เป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ทั้งคู่ จึงย่อมหวังผลเรื่องการกดดันค่าเงินให้อ่อนค่าลงเพื่อช่วยพยุงภาคเศรษฐกิจจริงด้วย
โมฮัมเหม็ด เอล อีเรียน หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของอลิอันซ์ มองว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและมีแนวโน้มย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด จะเป็นแรงกดดันให้แต่ละประเทศต้องดำเนินนโยบายภายในเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลดค่าเงินและบีโอเจก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดรายหนึ่ง
ขณะเดียวกัน การใช้นโยบายยาแรงของธนาคารแต่ละแห่งก่อนหน้านี้ ทั้งอีซีบี บีโอเจ และธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่า หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มถอนคันเร่งจากนโยบายผ่อนคลายการเงิน เหล่าแบงก์ชาติยักษ์ใหญ่ก็พากันหาวิธีของตัวเองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในบ้าน โดยไม่มีการร่วมมือกันเหมือนในช่วงวิกฤตปี 2008 ซึ่งส่วนใหญ่เลือกที่จะอัดสภาพคล่องเข้าระบบและลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นภาคการส่งออก
เพราะสถานการณ์ในช่วงนี้และหลังจากนี้ ถือว่ามีความผันผวนที่ต้องเตรียมรับมือหนัก ซึ่งแม้แต่สหรัฐเองก็อาจจะไม่อยู่เฉย หากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงอีกราว 5-10% หลังจากนี้ เนื่องจากปัจจัยเงินเหรียญสหรัฐที่ทยอยแข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจหลายภาคส่วนในประเทศแล้ว ตั้งแต่ธุรกิจพลังงานที่เจ็บตัวหนักที่สุด ไปจนถึงธุรกิจส่งออกและสินค้าอุปโภคบริโภค
ยิ่งเศรษฐกิจโลกยังไร้เงาฟื้นตัวดีขึ้นและตลาดทุนยังผันผวนได้อีกนานจากแรงกระเพื่อมดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ ก็ยิ่งทำให้แต่ละประเทศมีโอกาสงัดยาแรงมาใช้แบบไม่ต้องแคร์ใครมากนัก เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้ดีที่สุดในปีนี้







