posttoday
กรณีโกงบันลือโลก ในปี 2015 (จบ)

กรณีโกงบันลือโลก ในปี 2015 (จบ)

01 กุมภาพันธ์ 2559

สัปดาห์ที่แล้วได้ทิ้งท้ายว่าจะพูดถึงเรื่องอื้อฉาวของ นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

โดย...พิษณุ พรหมจรรยา

สัปดาห์ที่แล้วได้ทิ้งท้ายว่าจะพูดถึงเรื่องอื้อฉาวของ นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ถูกกล่าวหาว่ามีเงินก้อนโตถูกโอนจากกองทุน 1MDB ไปเข้าบัญชีส่วนตัวของนาจิบ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ส่งผลสะเทือนอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของผู้นำสูงสุดและเสถียรภาพทางการเมือง

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีความคืบหน้าที่น่าสนใจ คือการที่อัยการสูงสุดของมาเลเซียซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งโดยนาจิบไม่นาน ได้แถลงข่าวเคลียร์ข้อกล่าวหาให้นาจิบ โดยระบุว่า นาจิบไม่ได้มีการกระทำใดๆ ที่ละเมิดกฎหมายและจะไม่ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและสังคมยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ

เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และเกี่ยวข้องกับเงินหลายหมื่นล้านบาท หากเล่าละเอียดอาจใช้พื้นที่หลายหน้ากระดาษ จึงขอสรุปเพียงสังเขปดังนี้ครับ

เรื่องนี้เริ่มจากการเปิดโปงของหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal เมื่อเดือน ก.ค. 2558 ว่าพบเงิน 681 ล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท) ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของนาจิบ ตั้งแต่ปี 2556 จากกองทุน 1 Malaysian Development Bhd หรือ 1MDB ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติมาเลเซีย ที่ก่อตั้งขึ้นโดยนาจิบ ในปี 2552 เพื่อลงทุนโครงการขนาดใหญ่ มีเป้าหมายช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจมาเลเซีย และปัจจุบันนาจิบเป็นประธานบอร์ดที่ปรึกษาของกองทุนด้วย หลายปีผ่านไป ผลการดำเนินงานของกองทุนกลับตกต่ำลงไปเรื่อยๆ นอกจากจะขาดทุนต่อเนื่องแล้ว กองทุนยังสะสมหนี้อีกกว่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตหลายครั้ง

หลังตกเป็นข่าวอื้อฉาวทั้งนาจิบและ 1MDB ต่างออกมาปฏิเสธ โดยนาจิบ ระบุว่า การปล่อยข่าวดังกล่าวเป็นวินาศกรรมทางการเมืองที่เกิดจากการสมคบคิดของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเพื่อจะโค่นล้มตัวเอง ทางด้านของคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตของมาเลเซีย ได้เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงและแถลงข่าวในเดือนส.ค. 2558 ว่ามีการโอนเงินก้อนดังกล่าวเข้าบัญชีนาจิบจริง แต่เป็นเงินจากการบริจาคและไม่เกี่ยวข้องกับกองทุน 1MDB

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่ได้ระบุถึงตัวตนผู้บริจาค ชาวมาเลเซียจึงไม่พอใจกับคำตอบที่ได้รับ เพราะยังมีประเด็นสำคัญอีกหลายเรื่องที่สังคมยังต้องการความกระจ่าง เช่น ใครคือผู้ที่บริจาคเงินก้อนมหาศาลนี้ และบริจาคเพื่อจุดประสงค์ใด เหตุใดจึงบริจาคเข้าบัญชีส่วนตัวของนายกฯ ไม่เข้าบัญชีองค์กรของรัฐบาล ฯลฯ

ทั้งนาจิบและหน่วยงานสืบสวนต่างก็ปล่อยให้ความสงสัยของสังคมในเรื่องนี้ให้เป็นความลับดำมืดต่อไปอีกหลายเดือน จนกระทั่งอัยการสูงสุดของมาเลเซียออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2559 ว่าเงินปริศนาที่โผล่อยู่ในบัญชีส่วนตัวของนาจิบเป็นเงินบริจาคจากราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย โดยไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดแลกเปลี่ยน ซึ่งเรื่องนี้ BBC รายงานโดยอาศัยแหล่งข่าวจากทางฝั่ง
ซาอุฯ ว่าเงินดังกล่าวเป็นการบริจาคให้นาจิบ เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคอัมโน เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับว่าพรรคฝ่ายตรงข้ามนาจิบ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ที่ทางซาอุฯ มองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย

นอกจากความคลุมเครือเรื่องเงินบริจาคก้อนนี้แล้ว ล่าสุดมีรายงานข่าวว่าอัยการสูงสุดของสวิตเซอร์แลนด์ได้ออกมาระบุว่า พบการโยกย้ายเงินแบบผิดปกติมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจเข้าข่ายการยักยอกจากกองทุน 1MDB ไปเข้าบัญชีเงินของอดีตเจ้าหน้าที่ทางการมาเลเซีย และเจ้าหน้าที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเรียกร้องให้ทางการมาเลเซียช่วยสืบสวนด้วย

การสอบสวนกรณีการทุจริตที่เกี่ยวกับนาจิบ แม้จะจบแล้วในมุมของอัยการสูงสุดมาเลเซีย แต่ด้วยความที่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังค้างคาใจสาธารณชน จึงเชื่อว่าผลพวงของความไม่ชัดเจนเรื่องนี้จะยังไม่จบลงง่ายๆ และเราคงต้องติดตามเรื่องนี้กันต่อไปอีกนาน

เมื่อมองสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านและต่างประเทศแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองประเทศไทย นับว่ายังดีที่ตัวผู้นำสูงสุด (ในปัจจุบัน) ของเราไม่ได้ถูกกระหน่ำด้วยข่าวฉาวเกี่ยวกับการทุจริต จนต้องมาคอยแก้ข้อกล่าวหาจนไม่เป็นอันบริหารประเทศ แต่ทั้งนี้องคาพยพทุกส่วนของรัฐบาลก็ต้องพยายามควบคุมตัวเองให้ดีไม่สร้างความมัวหมองด้วยการเข้าไปหยิบฉวยผลประโยชน์มหาศาลที่ล่อตาล่อใจอยู่ตรงหน้า

การที่รัฐบาลของเราเสียงดังแข็งขันในเรื่องต่อต้านทุจริตและผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในหลายเรื่องที่ช่วยเสริมความเข้มแข็งของกลไกการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นได้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่สังคมไทยอยากเห็นก็เหมือนกับทุกที่ในโลก คือดำเนินการเอาตัวคนโกงหรือตัวเวร (ตามคำเรียกของป๋าเปรม) มาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ โดยเฉพาะคดีทุจริตใหญ่ๆ ที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน อย่าปล่อยเรื่องทุจริตต่างๆ ที่ยังค้างคาค่อยๆ แผ่วและเงียบหายไป ถ้ารัฐบาลทำได้สำเร็จจะสามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท