พระไตรปิฎกหินอ่อน ที่พุทธมณฑล
พระพุทธศาสนาที่ยืนยาวมานับพันปีนั้น เป็นเพราะพุทธสาวกและพุทธบริษัท ร่ำเรียน ศึกษาพระปริยัติธรรม
โดย...ส.สต
พระพุทธศาสนาที่ยืนยาวมานับพันปีนั้น เป็นเพราะพุทธสาวกและพุทธบริษัท ร่ำเรียน ศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งหลักธรรมทั้งหลายนั้นจารึกอยู่ในพระไตรปิฎก
การเรียนการศึกษาในยุคต้นๆ คือการท่องปากเปล่า เรียกว่า มุขปาฐะ ปัจจุบันยังมีพระสงฆ์ในประเทศเมียนมาอย่างน้อย 11 รูป ท่องจำพระไตรปิฎกที่มี 8.4 หมื่นพระธรรมขันธ์ได้ทั้งหมด
นอกจากท่องจำ หรือมุขปาฐะ ต่อมาได้จารึกลงในใบลานเริ่มที่ประเทศศรีลังกาก่อน ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มที่อัศจรรย์ยิ่งของนักปราชญ์โบราณ ที่นำใบลานมาจารอักษรลง สามารถนำติดตัวไปเผยแผ่ในที่ต่างๆ โดยไม่หนักมาก เทียบกับทางยุโรปที่จารึกต่างๆ ทำลงในแผ่นหนังสัตว์ลำบากในการขนย้ายมาก เมื่อเทียบกับใบลาน
เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปยังประเทศจีน ก็ทำให้เกิดการพิมพ์พระสูตรแจกจ่ายแก่ผู้ที่ศรัทธา เพราะเขียนด้วยลายมือไม่ทัน จึงเป็นต้นแบบของการพิมพ์และพัฒนาเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมไปทั่วโลกถึงปัจจุบัน
เมื่อคำนึงถึงความคงทนถาวรแห่งพระไตรปิฎก พระเจ้ามินดง แห่งเมียนมา ทรงให้จารึกพระไตรปิฎกลงในแผ่นหินอ่อน 729 แผ่น เมื่อ พ.ศ. 2400 ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดกุโสดอ เมืองมัณฑะเลย์ กล่าวกันว่า เมื่อนำพระไตรปิฎกหินอ่อนมาผูกรวมกันเป็นหนังสือจะได้หนังสือหินอ่อนที่มีความหนา 364 ฟุต 6 นิ้ว รวม 1,485 หน้า หนัก 502 ตัน (แต่ละแผ่นมีน้ำหนัก 13.9 กิโลกรัม) เป็นหนังสือที่หนาและหนักที่สุดในโลก ปัจจุบัน UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งความทรงจำของโลก
จารึกหินอ่อนที่พุทธมณฑล
สำหรับที่ประเทศไทย ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลก พระไตรปิฎกหินอ่อนได้รับการรังสรรค์ขึ้น เกิดจากดำริของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ครั้งเมื่อดำรงตำแหน่งที่ พระธรรมปัญญาบดี และคณะศิษยานุศิษย์ โดยการนำของท่านอาจารย์ตรีธา เนียมขำ ได้พิจารณาเห็นว่า เมื่อปี พ.ศ. 2530 คณะสงฆ์และรัฐบาลได้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎกทั้งภาษาไทยและภาษาบาลี ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมพรรษา 5 รอบ สมควรจะได้จารึกพระไตรปิฎกลงบนแผ่นหินอ่อนให้เป็นสิ่งที่คงทนถาวรยืนนาน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อบูชาพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในมงคลสมัยรัชมังคลาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ดำเนินการจารึกพระไตรปิฎก จำนวน 8.4 หมื่นพระธรรมขันธ์ เป็นภาษาบาลีลงบนแผ่นหินอ่อน ขนาดกว้าง 1.10 เมตร สูง 2 เมตร จำนวน 1,418 แผ่น ใช้งบประมาณในการจัดสร้าง 200 ล้านบาทเศษ
พระไตรปิฎกหินอ่อนทั้งหมด ประดิษฐานในมหาวิหาร ซึ่งเป็นมหาวิหารแห่งเดียวในประเทศไทย ในเนื้อที่ 9 ไร่ สาเหตุที่มีเนื้อที่ 9 ไร่ เพราะจัดสร้างในสมัยรัชกาลที่ 9
มหาวิหารนี้ ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ อยู่ด้านหลังองค์พระประธานพุทธมณฑล เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สถาปัตยกรรมไทย ลักษณะเป็นรูปทรงจัตุรมุขทั้ง 4 ทิศ มีเจดีย์ใหญ่อยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยพระเจดีย์ 9 ยอด แต่ละองค์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ พระธาตุพระสิวลีเถระ และพระผงวัดปากน้ำ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในพิธีเปิดและสมโภชพระไตรปิฎกหินอ่อน ณ พุทธมณฑล เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ม.ค. 2542
นอกจากเป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อนแล้ว ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ ประวัติการสังคายนาพระไตรปิฎก และประวัติเกี่ยวกับความเป็นมาพร้อมทั้งขั้นตอนการดำเนินงานในงานจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อน เพื่อจะได้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าวิชาการทางพระพุทธศาสนา
พระไตรปิฎก หรือคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น 3 ปิฎก คือ
1.พระวินัยปิฎก ว่าด้วยวินัยหรือข้อบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียม และการดำเนินสังฆกิจต่างๆ ของพระภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์
2.พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยสูตรหรือพระธรรมเทศนาที่ตรัสแก่บุคคลต่างๆ เป็นคำสนทนาโต้ตอบบ้าง การบรรยายธรรมบ้าง หรือร้อยกรองบ้าง ร้อยแก้วบ้าง ร้อยแก้วผสมร้อยกรองบ้าง ตลอดถึงเทศนาของพระสาวกองค์สำคัญๆ บางรูป
3.พระอภิธรรมปิฎก ว่าถึงหลักธรรมต่างๆ ที่อธิบายด้านวิชาการล้วนๆ ไม่เกี่ยวด้วยบุคคล หรือเหตุการณ์ส่วนมาก เป็นคำสอนด้านจิตวิทยา และอภิปรัชญาในพระพุทธศาสนา
พระไตรปิฎกเป็นมรดกอันล้ำค่าที่ตกทอดมาสู่ยุคปัจจุบัน ด้วยระยะเวลาอันยาวนานถึง 2,559 ปี หากสถานศึกษาใดสนใจจะนำนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือประชาชนชาวไทย และชาวต่างประเทศ สนใจจะเข้าไปศึกษาหาความรู้หรือหาโอกาสเข้าชมมหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน ก็ขอเรียนเชิญเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น


