posttoday
ส่องช่องว่างการออม เศรษฐกิจไทยยังรับไหว

ส่องช่องว่างการออม เศรษฐกิจไทยยังรับไหว

29 มกราคม 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

แม้ปัจจุบันรูปแบบการออมจะมีหลากหลายช่องทางตามนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ที่ออกมาตลอดเวลา จนทำให้ระดับการออมในรูปเงินฝากในระบบสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานล่าสุด ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2558 มีอัตราการเพิ่มที่ลดลง โดยเงินฝากของสถาบันรับฝากเงินทั้งระบบมียอดคงค้าง 17.11 ล้านล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 5.8% เทียบกับเดือน ต.ค.ที่มีอัตราการเพิ่ม 6.1% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ด้วยยอดคงค้าง 16.95 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การลดลงของเงินฝากในระบบสถาบันการเงินอาจไม่ใช่ดัชนีที่จะชี้วัดว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีปัญหาด้านสภาพคล่อง หรือมีเงินออมที่จะนำไปลงทุน หรือก่อเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงแต่อย่างใด เพราะถึงแม้อัตราการเพิ่มของเงินฝากจะลดลง แต่ประชาชนและผู้ประกอบการในภาคธุรกิจยังมีการเก็บออมในรูปแบบใหม่ๆ ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าการลงทุนในกองทุนรวม หุ้น ตราสารหนี้ ซื้อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ การซื้อประกันสะสมทรัพย์ ฯลฯ

การที่คนไทยหันไปออมในรูปแบบอื่นๆ ทำให้ไทยไม่ได้เกิดปัญหา “ช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุน” (Saving-Investment Gap) ที่ห่างกันมาก จนเงินออมหรือสภาพคล่องในประเทศมีไม่เพียงพอต่อกิจกรรมการลงทุนทางเศรษฐกิจ

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหาย่ำแย่อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แม้ในภาพรวมของประเทศเงินออมจะลดลงบ้าง แต่สุทธิเงินยังเป็นบวก ดูได้จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ยังเกินดุลต่อเนื่องหลายปีแล้ว สะท้อนว่าประเทศไทยยังทำมาหาได้และมีเงินเหลือเก็บ ไม่ต้องพึ่งเงินกู้จากต่างประเทศจำนวนมากเหมือนในช่วงวิกฤตปี 2540 ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ จนต้องพึ่งเงินกู้จากต่างประเทศจำนวนมาก เพราะเงินในประเทศมีน้อยจนต้องกู้มาใช้จ่าย

“สถานการณ์ในปัจจุบันต่างจากในอดีต เพราะเงินออมยังมีเหลือ สภาพคล่องในระบบไม่ได้ขาดแคลน ดุลบัญชีเดินสะพัดก็เกินดุลมาต่อเนื่อง สะท้อนว่าเศรษฐกิจเรายังมีตัวรองรับหากเกิดปัญหา เช่น ในยามที่มีเงินทุนไหลออกเราก็มีเงินส่วนนี้รองรับหรือบรรเทาปัญหาได้ เพียงแต่การออมของประเทศอาจจะเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ถึงที่สุดรูปแบบการออมเหล่านั้นก็สามารถนำกลับมาหมุนใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าเงินในระบบแบงก์น้อยลงแล้วจะขาดสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ” เชาว์ ระบุ

เชาว์ อธิบายต่อไปว่า การดูสัดส่วนการออมต่อการลงทุนนั้นต้องดูในหลายระดับ แต่ในระดับประเทศซึ่งดูจากดุลบัญชีเดินสะพัด ยังถือว่าสุทธิแล้วเป็นบวก เพราะเกินดุลมาตลอด ส่วนในระดับรัฐบาลนั้นต้องยอมรับว่าการออมส่วนนี้ติดลบ เพราะรัฐบาลใช้งบประมาณขาดดุล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และนำมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นเรื่องดี ในยามภาวะเศรษฐกิจชะลอต้องมีภาครัฐช่วยกระตุ้น

ขณะที่การออมในภาคเอกชน ซึ่งแยกเป็นภาคธุรกิจและครัวเรือน ในส่วนนี้ถือว่าการออมยังเป็นบวกอยู่ โดยในส่วนของภาคธุรกิจมีการออมหรือสภาพคล่องเหลือเยอะ เนื่องจากภาคธุรกิจในปัจจุบันมักนำกำไรสะสมหรือเงินของตัวเองมาลงทุนมากกว่าที่จะไปกู้ เพราะธุรกิจมีความระมัดระวังในการลงทุนสูง ไม่ใช้เงินเกินตัว แต่หากภาวะเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น เกิดความมั่นใจในการลงทุน ก็เชื่อว่าสภาพคล่องยังมีเพียงพอ

ด้านเอกชนที่เป็นครัวเรือน การออมสุทธิยังเป็นบวก แม้ว่าการออมจะลดลงบ้าง เพราะสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่ออัตราการเติบโตทางผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ในระดับสูงมากกว่า 80% ของจีดีพี ส่วนหนึ่งเพราะมีภาระการใช้จ่ายที่มากขึ้นตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การออมลดลงบ้าง แต่ถึงจะออมด้วยการฝากเงินกับแบงก์จะลดลง แต่คนก็ยังเลือกออมผ่านช่องทางอื่น เช่น กองทุนรวม หุ้น พันธบัตร หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ และนำออกไปลงทุนในต่างประเทศด้วย หลังจากช่วงหลังทางการเริ่มผ่อนคลายให้นำเงินออกไปลงทุนง่ายขึ้น ซึ่งไม่ว่ารูปแบบการออมจะเปลี่ยนไปอย่างไร เงินออมดังกล่าวก็จะถูกนำกลับมาใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ดี เพียงไม่ผ่านตัวกลางที่เป็นแบงก์เท่านั้น

“เดิมเมื่อดูช่องว่างการออมและการลงทุน เรามักออมเงินผ่านแบงก์แล้วคนค่อยไปกู้แบงก์มาใช้ลงทุน แต่ปัจจุบันรูปแบบการออมเปลี่ยนไปอยู่ในรูปกองทุนรวม หุ้นทั่วไป หุ้นไอพีโอ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่เงินก็สามารถหมุนกลับมาใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อยู่ดี ดังนั้น หากดูจากสัดส่วนการออมการลงทุนเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้มีภาวะน่าห่วงอะไร ไปได้สบายๆ เศรษฐกิจยังสามารถเติบโตได้ แต่การโตอาจจะไม่สูงเหมือนในอดีต” เชาว์ สรุปความเห็น

ทั้งนี้ ธปท.คาดการณ์ว่า ในปี 2558 ไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2559 นี้ คาดว่าจะเกินดุลประมาณ 2.63 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าน้ำมันในราคาถูกลงทำให้เกินดุลสูง

และเมื่อดูข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ล่าสุด จะพบว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมา ไทยมีประชากรประมาณ 64 ล้านคน มีรายได้รวม (Total use of disposable income) อยู่ที่ 4,442,582 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปี 2557 ที่ 4,821,722 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด คือ รายได้ต่อหัว (Per capita disposable income) อยู่ที่ 69,358 บาท ลดลงจากปี 2557 ที่ 74,845 บาท มีค่าใช้จ่ายในการบริโภคขั้นสุดท้ายต่อหัว (Per capita final consumption expenditure) อยู่ที่ 66,381 บาท ลดลงจากปี 2557 ที่ 71,003 บาท ส่วนการออมต่อคน (Per capita saving) อยู่ที่ 3,846 บาท ลดลงจากปี 2557 ที่มีเงินออม 4,843 บาท

สุดท้ายแล้ว ถึงแม้ข้อมูลการเหลือออมของประชากรไทยจะลดลงบ้าง แต่เนื่องจากเป็นการลดลงด้วยการลงทุนในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เงินฝาก การออมที่ลดลงจึงไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขาดสภาพคล่องที่จะถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท