posttoday
ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ของเศรษฐกิจไทย

ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ของเศรษฐกิจไทย

29 มกราคม 2559

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

ฉบับที่แล้วผมได้ทิ้งประเด็นชวนให้เรามาดูว่าถ้ารัฐจะออกนโยบายแล้วทำให้เกษตรกรมีความรู้สึกเชิงบวกจะทำอย่างไร

นโยบายที่ให้ความรู้สึกเชิงบวก คือการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรที่ตกต่ำให้มูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น ทำเป็นสินค้าแปรรูป ทำแพ็กเกจจิ้งใหม่ เพิ่มมูลค่าแล้วส่งออก ต้องเข้าใจว่าเกษตรกรยังไงก็ต้องปลูก จะให้หยุดปลูกหยุดทำจะเอาอะไรกิน การเพิ่มมูลค่าโดยเอาทุนไปช่วย และช่วยสร้างตลาดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ต้องไม่ใช่การเอาหนี้ไปให้เฉยๆ แล้วให้ทำแบบเดิม และที่สำคัญหากทำสำเร็จ ประเทศทั้งประเทศจะหลุดจากภาวะวิกฤตเรื่องหนึ่งทางอ้อม นั่นคือวิกฤตความเหลื่อมล้ำ

ในมุมของผู้เขียนต้องย้ำอีกครั้งว่า เรื่องเศรษฐกิจวันนี้เราแค่มีปัญหา แต่เรื่องความเหลื่อมล้ำเราเข้าขั้นวิกฤต และต้องพยายามเข้าใจให้ได้ว่าเราควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อลดวิกฤตความเหลื่อมล้ำ ซึ่งวิกฤตความเหลื่อมล้ำนี่ล่ะ สร้างปัญหาให้ประเทศตกหล่มมากว่า 10 ปี โดยยังไม่ต้องผสมปัญหาเรื่องการเมืองเข้าไป ไม่ใช่แก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อเน้นการเติบโตอย่างเดียว โตไปทำไม รวยไปทำไม ถ้าออกมาเดินถนนร่วมกันไม่ได้

ความเหลื่อมล้ำเชิงเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องโครงสร้างการกระจายโอกาสและความมั่งคั่งเชิงเศรษฐกิจให้ประชาชนในประเทศอย่างเท่าเทียมกัน เท่าที่เป็นไปได้มากที่สุด เพราะเป็นไปไม่ได้ในความจริงที่เราจะสามารถทำให้คนทุกคนมีความมั่งคั่งเท่ากันได้

อย่างไรก็ตาม นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจำเป็นมากที่จะต้องยึดหลักนี้ไว้ให้แน่นที่สุด ไม่เช่นนั้นการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจโดยเน้นความเติบโตเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยอะไรให้ประเทศรอดพ้นจากความขัดแย้งเลย และไม่ได้ช่วยยกระดับประเทศให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกว่ากัน นโยบายด้านการเงินการคลัง และพาณิชย์ อุตสาหกรรมของรัฐจึงต้องระมัดระวังที่สุดหากต้องมาเกี่ยวข้องกับเกษตร เกี่ยวกับที่ทำกิน หรืออาจรวมไปถึงผู้ประกอบการขนาดเล็ก ผู้มีรายได้ไม่แน่นอนและรายได้น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ประเทศไทยกำลังเจอเหตุการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกบางอย่าง เช่น เรื่องการเข้าลงทุนของต่างชาติ

เราต้องยอมรับว่าโลกนี้จะไร้พรมแดนทางการค้าไม่ช้าก็เร็ว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเขตเศรษฐกิจในรูปแบบไหนก็ตาม แต่ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐอเมริกา และรัสเชีย ซึ่งทำให้ประเทศที่เล็กอย่างไทยไม่ได้มีทางเลือกมากนัก และต้องช่วงชิงการลงทุนจากมหาอำนาจเหล่านี้ โดยการดึงดูดให้สามารถเข้ามาลงทุนในประเทศได้ผ่านกระบวนการในรูปแบบต่างๆ เราคงต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิฉะนั้นแล้วความสามารถในการแข่งขัน การเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดทางการค้าต่อตลาดที่มีขนาดใหญ่เหล่านี้จะหายไป และคู่แข่งสำคัญต่างๆ ทั้งประเทศเพื่อนบ้านและอื่นๆ ก็จะมีความได้เปรียบเหนือประเทศไทยทันที

วันนี้ทุกประเทศแย่งตลาดโลกกัน นโยบายดึงดูดการลงทุนเหล่านี้ควรเดินหน้า แต่หากเป็นนโยบายใดก็ตามแต่ที่จะกระทบคนส่วนมาก เช่น เกษตรกร ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ธุรกิจชุมชนที่ภูมิต้านทานต่ำ อยากขอร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทั้งหลายได้โปรดระมัดระวังเป็นพิเศษ ประเทศเปิดให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งหมดแบบแก้ผ้าทีเดียวได้หรือไม่? สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีแรงต้านทานสูง การลงทุนขนาดใหญ่ เปิดไปเถอะครับ เปิดมากๆ เลย ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาได้เต็มที่ ไม่มีปัญหา แต่สำหรับคนที่ยังอ่อนแออยู่ ผู้มีรายได้น้อย ภาคเกษตรที่เป็นฐานใหญ่ของประเทศ ขอความกรุณาจะวางนโยบายอะไร ต้องคิดเสมอว่านโยบายเหล่านั้นอาจทำให้เกิดปัญหาจนกลายเป็นวิกฤตที่ควรเลี่ยง

อยากยกตัวอย่างที่ใครหลายๆ คนอาจลืมประวัติศาสตร์คำว่า “วิกฤตเศรษฐกิจ” ของจริงไปแล้ว ปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตค่าเงินบาท ทำให้ต้องมีนโยบายลอยตัวค่าเงินทันที สถาบันการเงินจำนวนมากล้มละลาย ที่เหลือรอดก็ต้องอาศัยทุนต่างชาติเข้ามาอุ้มด้วยการเพิ่มทุน และเจ้าของคนไทยก็ต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นลง ดอกเบี้ยกระโดดจากปกติ 8% ต่อปี ขึ้นเป็น 27% หากจำไม่ผิด และเงินบาทเคยขึ้นไปแตะสูงสุดประมาณ 53-55 บาท/เหรียญสหรัฐ

ผลก็คือคนที่เป็นหนี้สกุลต่างประเทศมีปัญหาทันที หนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่ากว่าๆ ตามมาด้วยการล้มละลายและถูกบังคับขายทรัพย์สิน คนจำนวนมากตกงานระหว่างรอการแก้ปัญหาในระดับนโยบาย ทั้งการสร้างเสถียรภาพค่าเงินใหม่ ทั้งการปรับตัวจากระบบ Fix Rate เป็น Managed Float ทุกอย่างต้องใช้เวลาปรับตัว 2-3 ปี กว่าจะกลับมายืนที่เดิมได้ใหม่

นั่นภาคนโยบาย 19 ปีผ่านมาแล้ว ในภาคชีวิตจริงในขณะนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง คนตกงานรอ 2-3 ปี กลับมาใหม่ได้หรือ? ไม่ต้องกินข้าว ไม่ต้องเลี้ยงลูกหรือ?

ดังนั้น จึงเกิดการเคลื่อนย้ายคนจำนวนหนึ่ง คนกรุงเทพฯ ที่เคยอยู่สถาบันการเงินหรือที่เกี่ยวข้องกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ใช้ความรู้ด้านการเงิน ด้านบัญชี เทคโนโลยี กลับบ้านไปทำมาหากินให้อยู่รอดได้ และใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปเสริมแต่งต้นทุนของครอบครัวเดิมซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรและโชห่วยให้มีประสิทธิภาพขึ้น จนวันนี้หลายคนจากคนกรุงเทพฯ ยินดีกลับไปเป็นคนต่างจังหวัดจากเหตุการณ์นั้น มีไร่ มีฟาร์มออร์แกนิก มีร้านค้าปลีกท้องถิ่นที่ทันสมัยขึ้น ทั้งหมดเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้น เพราะคนล้มคือบริษัทขนาดใหญ่ที่กู้เงินสกุลต่างชาติ ส่วนเอสเอ็มอีมีฐานเงินออมขณะนั้นค่อนข้างสูง และเกษตรกรที่สินค้าเกษตรขายดีมาก เพราะค่าเงินบาทอ่อนทำให้ส่งออกได้ดี กลับไปได้ คนหนีจาก

วิกฤตที่หนึ่ง ไปมีโอกาสอีกที่หนึ่ง ประเทศรอดได้เพราะเรามีเศรษฐกิจเชิงซ้อน ที่ตัวเลขพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์จับได้ไม่ครบ

นี่คือความสำคัญว่า ในสภาวะวิกฤตทุกสภาวะ จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศต้องมีทางออกฉุกเฉิน และในครั้งนั้นเท่ากับว่าภาคเกษตร โชห่วย คนต่างจังหวัด คือผนังทองแดงกำแพงเหล็กที่เป็นหลังพิงให้ทุกคนในประเทศไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ให้ผ่านสภาวะวิกฤตครั้งนั้นด้วยกันอย่างไม่บอบช้ำเกินไปเหมือนบางประเทศที่ตอนนี้ยังหาทางออกไม่เจอ และอย่าลืมว่าคนเหล่านี้ก็เสียสละในสิ่งที่เขาไม่ได้ก่อ อยู่ๆ ดอกเบี้ยที่จ่ายธนาคารขึ้น 27% เขาไปกู้เงินต่างชาติกับใครด้วยหรือ?

วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจดูกลับข้าง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงมาก ประเทศไทยไม่น่ามีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเช่นเดิม บริษัทขนาดใหญ่ปรับตัว มีกระบวนการป้องกันความเสี่ยงต่างๆ บริษัทจำนวนหนึ่งเข้าสู่ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น มีระบบระเบียบและสามารถติดตามได้อย่างแม่นยำ แต่เกษตรกร โชห่วย เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นคนจำนวนมากมีปัญหา

การใช้นโยบายทางเศรษฐกิจหลายอย่างเป็นที่ยอมรับของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น การส่งเสริมการลงทุน เศรษฐกิจพิเศษ การสร้างโครงการขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ แถมช็อปช่วยชาติเข้าไปด้วยก็ได้ เอาไปหักภาษีได้ พาธุรกิจขนาดใหญ่ออกไปส่งออกระดมทุน ร่วมทุนในลักษณะต่างๆ แต่มีนโยบายให้เกษตรกร เอสเอ็มอีกู้เงิน แม้ว่าดอกเบี้ยต่ำก็เถอะ คนหนึ่งหาตลาดให้ คนหนึ่งมอบหนี้ให้

นี่คือสัญญาณเตือนภัยว่า ความหวังดีทั้งหลาย นโยบายเศรษฐกิจที่ออกมา ต้องคำนึงถึงความรู้สึกด้านความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ด้วย แม้ไม่พูดอะไรเสียงดัง แต่ความเงียบน่ากลัวที่สุด

ทางที่ดีคือ ต้องฟังรอบด้าน ฟังให้มากที่สุด ไม่ใช่ฟังรอบตัว เพราะผู้เขียนห่วงวิกฤตซ่อนรูปที่กำลังปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องการเมือง เป็นเรื่องเศรษฐกิจที่เปิดเกินไป และความละเลยบางอย่าง จนทำให้เกิดการสร้างซัพพลายเชน และดีมานด์เชน ด้านสินค้าเกษตรโดยคนคนเดียวกัน เมื่อคนซื้อกับคนขายสินค้าเกษตรเป็นคนเดียวกัน ราคาซื้อขายจะถูกกำหนดทันที และแน่นอน ไม่มีวันได้ราคาที่ดี เป็นคนไทยหรือ Entity ไทยพอรับได้ แต่ถ้าไม่ใช่ นั่นละคือวิกฤตจริงๆ ที่เริ่มเห็นภาพ เมื่อที่ดินของเกษตรกรหายไป เมื่อเกษตรกรไทยจริงๆ หายไป เมื่อการค้าขายในชุมชนหรือตลาดบ้านๆ ที่ไม่ได้มีผลกระทบอะไรจากการแข่งขันของโลกหายไป โชห่วยหายไป เอสเอ็มอีเล็กๆ ที่ไม่ได้อยากค้นฟ้าคว้าดาวหายไป

ผนังทองแดงกำแพงเหล็กของประเทศไทย มันจะไปอยู่ตรงไหน หรือถ้ามีวิกฤตใหญ่ด้านการเงินอีกรอบ ธุรกิจขนาดใหญ่จะรับไปเอง?

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน