
พระองค์วรรณฯ กับแรกเริ่มประชาธิปไตย
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
ในขณะกาลก่อเกิดสิ่งใหม่ หรือ ณ ขณะที่เป็นจุดเริ่มต้นกันใหม่ในเรื่องใดก็ตาม ผู้มีบทบาทอยู่ในช่วงเวลาแบบนั้น ดังที่เรียกเป็นสำนวนฝรั่งว่า present at the creation ย่อมได้โอกาสที่จะมีส่วนร่วมในการรังสรรค์สิ่งที่จะเป็นหลักเป็นรากฐานให้แก่สิ่งต่างๆ ต่อมา ถ้าพิจารณาจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยไทยในขณะกาลก่อเกิดจากการที่มีคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ นับเป็นบุคคลหนึ่งที่แม้ว่าจะมิได้เป็นสมาชิกของคณะผู้ก่อการที่เรียกว่าคณะราษฎร แต่ความคิดเห็นของท่านมีผลอยู่ไม่น้อยต่อการร่างรัฐธรรมนูญที่จะใช้เป็นกรอบจัดอำนาจรัฐและวางกติกาการปกครองประเทศภายใต้ระบอบใหม่ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับที่จะเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ภารกิจสำคัญอันดับแรกของคณะผู้ก่อการของระบอบใหม่ คือ การร่างรัฐธรรมนูญที่จะใช้เป็นแม่บทแทนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในจังหวะนี้เองที่พระองค์วรรณฯ ทรงมีโอกาสนำเสนอความคิดเห็นของท่าน ทีแรกโดยการแสดงปาฐกถาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “เพื่อไขความในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พ.ศ. 2475” และหลังจากนั้นไม่นานนัก เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการเผยแพร่ในหน้าหนังสือพิมพ์ พระองค์วรรณฯ ทรงจัดพิมพ์ข้อคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้นออกมาเป็นหนังสือ หนังสือเล่มนั้นเดี๋ยวนี้เป็นหนังสือหายากไปเสียแล้ว
ผู้มีโอกาสอ่าน “อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ โดย หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ” จะเห็นได้ว่า หลายเรื่องที่พระองค์วรรณฯ ทรงตั้งข้อสังเกตหรือทรงทักท้วงเปิดประเด็นในหลักการเกี่ยวกับการจัดการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยไว้ในเวลานั้น ก็ยังคงน่ารับฟังและควรแก่การนำมาใคร่ครวญแม้ในเวลานี้
เนื้อที่บทความไม่พอให้ลงรายละเอียดได้มากนัก แต่พอจะกล่าวในที่นี้ได้อย่างน้อยใน 3 ประเด็นสำคัญด้วยกัน ดังนี้
- ทรงให้หลักที่จะแยกอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชาติหรือปวงชนออกจากพระราชอำนาจ โดยต้องถือว่าอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการมาจากอำนาจอธิปไตย ที่เป็นของปวงชน และถ้ารัฐธรรมนูญจะไม่เขียนลงไปให้ชัดว่า “พระราชอำนาจนอกจากที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หามีไม่” ก็ควรที่จะต้องทำความให้ชัดในประเด็นที่ว่า พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประชาชาติไทย ไม่ใช่ทรงเป็นหัวหน้ารัฐบาล และทรงใช้อำนาจอธิปไตยนั้น “แต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” จึงจะจัดได้ว่าสอดคล้อง “เข้ารูปกับลัทธิรัฐธรรมนูญแท้”
- ทรงสนับสนุนให้ยึดถือหลักรัฐธรรมนูญอังกฤษในข้อที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดไม่ได้ แต่ในการจะเป็นไปตามหลักดังกล่าว “ก็ต้องถือหลักอนุมานต่อไปอีกขั้นหนึ่งว่า พระมหากษัตริย์หามีความรับผิดชอบประการใดไม่” แต่ในเมื่อความรับผิดชอบจัดว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงต้องยึดถือหลักที่ว่า “กิจการใดๆ ที่พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัตินั้นต้องมีเสนาบดี หรือที่เรียกในร่างรัฐธรรมนูญว่า “กรรมการราษฎร” นั้นลงนามรับผิดชอบทุกรายไป
และโดยเหตุผลนั้นเองที่ “พระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญจึ่งไม่ทรงแสดงพระราชดำริเปนการเปิดเผยในข้อซึ่งจะเปนที่ทุ่มเถียงกันได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเคยพระราชทานพระบรมราโชวาทเป็นที่จับใจมาหลายคราวแล้ว แต่ต่อไปภายหน้า ถ้าจะทรงปฏิบัติตามลัทธิรัฐธรรมนูญแล้ว จะต้องไม่พระราชทานในข้อซึ่งอาจเป็นที่ทุ่มเถียงกันได้” พระองค์วรรณฯ ทรงให้เหตุผลในส่วนนี้ว่า “เพราะว่าถ้าจะไม่ให้ [ประชาชน] ออกความเห็นประการใด หรือให้ออกความเห็นแต่ในทางชมในพระราชดำรัสต่างๆ แล้ว จะเป็นการขัดกับเสรีภาพของประชาชน... เพราะฉะนั้น นิติธรรมิกราช...จึ่งไม่พระราชทานพระบรมราโชวาท ซึ่งจะเป็นข้อทุ่มเถียงกันขึ้นได้เลย”
- ทรงปรารภถึงความสำคัญของภาษาที่จะต้องปรับถ้อยคำในภาษาไทยให้ตรงและคลุมความหมายให้ได้เช่นเดียวกับความหมายของคำในภาษาตะวันตกที่วางหลักของลัทธิรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้ได้ถ้อยคำเนื้อความที่กะทัดรัดและสละสลวยด้วย เช่น มาตรา 2 ของร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนว่า “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้” ทรงทักว่าคำว่าโดยนั้นยังมิได้มีนัยบ่งถึงเงื่อนไขจำกัดผูกมัด (restrictive limitatif) การใช้ “โดย” ในประโยคข้างต้นจึงอาจมีความหมายได้ว่ารัฐธรรมนูญให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจใช้บังคับแก่ผู้อื่นได้ แต่ถ้าเขียนเสียใหม่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” นัยความหมายก็จะรัดกุมขึ้นว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญวางกรอบจำกัดการกระทำต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ หรือถ้าจะใช้ “โดย” ก็ควรเติมคำว่าแต่เข้าไปด้วย เป็นว่า “พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” จึงจะสอดคล้องกับนัยภาษาอังกฤษที่ว่า in comformity with.
หนังสือเล่มนี้ควรแก่การอ่านโดยแยบคาย







