posttoday
หมดเวลาตรึง ถึงเวลาผ่อน ‘เฟด’ จ่อเลื่อนขึ้นดอกเบี้ย

หมดเวลาตรึง ถึงเวลาผ่อน ‘เฟด’ จ่อเลื่อนขึ้นดอกเบี้ย

29 มกราคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

เป็นไปตามคาดสำหรับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ที่คงอัตราดอกเบี้ยในระดับ 0.25-0.5% ในการประชุมนัดแรกของปีนี้ระหว่างวันที่ 27-28 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์กันไว้แล้วก่อนหน้านี้ ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่เปิดต้นปี เนื่องจากสถานการณ์ตลาดทุนทั่วโลกเปิดมาระส่ำระสายกันตั้งแต่ต้นปี

ทว่าสิ่งที่ทั่วโลกจับตาจากการประชุมครั้งนี้ก็คือ การส่งสัญญาณของเฟดว่าจะยังคงเดินหน้าตรึงนโยบายการเงินด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง ตามเป้าหมายที่ประกาศเอาไว้เมื่อปลายปี 2015 อยู่หรือไม่

หากดูจากแถลงการณ์ครั้งนี้ จะพบว่ามีความแตกต่างไปจากแถลงการณ์เมื่อปลายปี 2015 ในหลายจุด โดยเฉพาะเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เฟดเคยนำมาอ้างเพื่อยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. 2015 โดยเฟดระบุเอาไว้ว่าจะจับตาความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด และยังมีความเป็นห่วงต่อการขยายตัวของภาวะเงินเฟ้อด้วย

อย่างไรก็ตาม เฟดจะยังคงเดินหน้าทยอยตรึงนโยบายการเงินต่อไปด้วยเช่นกัน

นั่นหมายความว่า แผนการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้จะยังคงเป็นไปตามเดิม เพียงแต่อาจไม่ถึงเป้าหมาย 4 ครั้งตามที่วางไว้ ซึ่งแน่นอนว่าจะสร้างภาวะระส่ำในตลาดหุ้นตามมาอีกหลายเดือนหลังจากนี้จากการ “ตีความ” สัญญาณของเฟดคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของ เบน เบอร์แนนคี ที่มีการตีความกันไปว่าจะถึงเวลาขึ้นดอกเบี้ยแล้วหรือยัง

หากมองในแง่ดี การลดจำนวนและอัตราการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ย่อมลดแรงกดดันต่อภาวะเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ช่วยต่อเวลาให้ประเทศเหล่านี้ทยอยปรับตัวแก้ปัญหาออกไป

ทว่าหากมองในอีกแง่หนึ่งนั้น การยอมผ่อนคลายของเฟดย่อมหมายถึงการยอมรับด้วยว่า เศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหาใหญ่จริงๆ และเป็นปัญหาที่มากกว่าแค่ตลาดหุ้นผันผวน หรือทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาปกติหลังการขึ้นดอกเบี้ยที่ใครๆ ก็คาดกันเอาไว้แล้วเท่านั้น

เพราะสถานการณ์ของจีนและสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ร่วมเป็นปัจจัยลบมากดดันด้วย กำลังทำให้ตลาดเกิดใหม่อยู่ในภาวะที่แย่เกินกว่าที่คาดไว้ จนอาจกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปและสหรัฐตามไปด้วย

ปัจจุบันเศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จำนวนมากกำลังอยู่ในภาวะสาหัสเกินคาด เนื่องจากหลายประเทศเป็นผู้ส่งออกน้ำมันที่ต้องแบกรับภาวะน้ำมันขาลงยาวมาตั้งแต่กลางปี 2014 ส่วนอีกหลายประเทศเป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งสินแร่และสินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังจีนลดการบริโภค และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั้งภูมิภาคด้วย ซึ่งปัญหาการบริโภคจากจีนที่ลดลงนี้ยังกระทบไปถึงแม้แต่ประเทศพ่อค้าอย่างสิงคโปร์ที่ไม่ใช่ผู้ผลิตสินค้าเองมาแล้ว    

ดีกรีความรุนแรงยังขยายวงขึ้นในกลุ่มประเทศส่งออกพลังงาน ซึ่งล่าสุดประเทศอาเซอร์ไบจานกำลังจะเป็นประเทศแรกในกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบด้านราคาพลังงาน ที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เป็นเงินราว 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท)

ขณะที่บราซิลซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ (บริค) ต้องประกาศตั้งกองทุนเตรียมอัดฉีดทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทันที 5 หมื่นล้านเรียล (ราว 4.3 แสนล้านบาท) หลังจากที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงหลังมานี้ หลายประเทศต้องทยอยงัดมาตรการทางการคลังออกมาใช้กันมากขึ้น เช่น รัสเซีย หลังจากที่มาตรการทางการเงินและความพยายามสกัดเงินทุนไหลออกไม่เห็นผลเท่าที่ควร

ฝั่งสหรัฐเองก็เริ่มที่จะเผชิญผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาเช่นกัน บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 และทั้งปี 2015 ออกมาย่ำแย่กว่าที่คาด โดยมีปัจจัยลบสำคัญอย่างการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ

บริษัท พร็อกเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) มียอดขายลดลงถึง 8.5% ขณะที่ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน มียอดขายลดลง 2.4% ส่วนบริษัทช็อกโกแลตเฮอร์ชีย์ มียอดขายลดลง 5%

ที่แย่กว่านั้นก็คือ แอปเปิ้ล อิงก์ ที่มียอดขายโทรศัพท์ไอโฟนชะลอตัวลงครั้งแรกในรอบ 13 ปี อยู่ที่ 74.8 ล้านเครื่อง และคาดว่ายอดขายอาจลดลงในไตรมาสแรกปี 2016 นี้ด้วย เพราะไม่ใช่เพียงได้รับผลจากค่าเงินและการแข่งในตลาดอย่างดุเดือดเท่านั้น แต่ยังได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ซบเซาลง ทำให้ความต้องการซื้อจากจีนลดลงตามไปด้วย ซึ่งนับเป็นผลกระทบจากปัญหาในตลาดเกิดใหม่ที่มีต่อสหรัฐอย่างเห็นได้ชัดที่สุดตัวอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

ส่วนทางด้านยุโรปนั้น ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบตามมาในปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบางและยังต้องการแรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจโลกช่วยพยุงอยู่ เช่น อังกฤษ ซึ่งมีรายงานจีดีพีไตรมาส 4 ปีที่แล้วขยายตัวได้เพียง 0.5% แบบรายไตรมาส หากคิดเทียบปีต่อปีโตได้ 1.9% หรือเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 3 ปีมานี้ โดยมีแรงฉุดหลักมาจากภาคการผลิตที่หดตัวไป 0.2% และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัว 0.1%

หากเฟดไม่ตัดสินใจลดการตรึงมาตรการทางการเงิน เพื่อช่วยผ่อนคลายบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังตึงตัวอย่างหนัก จากตลาดทุนลามสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง สถานการณ์อาจเลวร้ายและกระทบเป็นงูกินหางจนต้องไม่มีทางเลือกในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน