
คลังรุกธ.ชาติ
จ้องปรับนโยบายการเงินตามเงินเฟ้อหวั่นขึ้นดบ.มากเกิน ธปท.ยันไม่เปลี่ยน
จ้องปรับนโยบายการเงินตามเงินเฟ้อหวั่นขึ้นดบ.มากเกิน ธปท.ยันไม่เปลี่ยน
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาต่างชาติมาทบทวนนโยบายตามเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ที่ ธปท.ได้ใช้มาแล้ว 10 ปี โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้แล้ว
นายสถิตย์ กล่าวว่า สิ่งที่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องทบทวนคือนโยบายเดิมยังดีหรือไม่ ที่มีการใช้เงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมราคาพลังงานและราคาอาหารสดมาเป็นสูตรในการคำนวณ หรือควรจะเปลี่ยนมาใช้เงินเฟ้อทั่วไป
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่ ธปท.กำหนดไว้ในช่วง 0.53% เหมาะสมหรือไม่ เพราะกรอบที่กว้างเกินไปทำให้มีช่องว่างในการขึ้นดอกเบี้ยมาก หากช่วงแคบลงก็จะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายไม่ปรับขึ้นมาก
อีกทั้ง ธปท.จะใช้นโยบายการเงินโดยดูที่อัตราเงินเฟ้อหรืออัตราแลกเปลี่ยนดีกว่ากัน เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา
“ยอมรับว่าการทบทวนกรอบนโยบายเงินเฟ้อจะทำให้ดอกเบี้ยไม่ปรับขึ้นมากนัก” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว
ทางด้านนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในโอกาสที่ใช้การตั้งกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อมาครบ 10 ปี ก็เป็นโอกาสดีที่จะใช้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยประเมินวิธีการทำ กระบวนการทำงาน ระบบการวิเคราะห์ และการสื่อสารกับสาธารณะของเราว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่การประเมินครั้งนี้เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกรอบใหม่ตามที่ผู้ประเมินเสนอ เพราะการจะเปลี่ยนเป้าหมายเงินเฟ้อหรือไม่อยู่ที่ ธปท.และกระทรวงการคลังจะหารือ แต่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปัจจุบันเหมาะสมกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะก่อนกำหนดกรอบเราจะดูให้เหมาะสมทุกด้านอยู่แล้ว”นางธาริษากล่าว
นางธาริษา กล่าวต่อไปว่า คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ จากปัจจุบันที่ 0.53% เพราะเพิ่งเปลี่ยนจากเป้าหมายเดิมที่ 03.5% ให้แคบลงแล้ว หลังจากใช้มาระยะหนึ่ง การปรับเป้าให้แคบลงเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค ให้มั่นใจในนโยบายการดูแลเสถียรภาพด้านราคาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และ ธปท. สำหรับว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ และจะยังใช้เป้าหมายนี้ต่อไป ซึ่งการดำเนินการในลักษณะการตั้งกรอบเป้าหมายในปัจจุบันธปท.มองว่ายังเหมาะสม ในการดูแลระดับราคาในแต่ละไตรมาส จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อย่างไรก็ตามประเทศอื่นมีการใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่แคบกว่านี้ แต่จะใช้ในระยะเวลาสั้นๆ1 ปี หรือบางประเทศใช้ระยะ5-7 ปี
“ตอนนี้เท่าที่ดูกรอบตอนนี้ที่ 0.53% ยังเหมาะสม ในการดูแลเงินเฟ้อในแต่ละไตรมาส ซึ่งเราใช้มานานดูเหมือนจะใช้ได้ดี เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ คนเริ่มเข้าใจและเชื่อมั่นตามนี้ แต่ถ้าปรับให้แคบไปกว่านี้อาจจะดูแลลำบาก เป็นผลเสียทำให้คนขาดความมั่นใจได้ ” นางธาริษากล่าว
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าจะกระทรวงคลังจะให้บริษัทที่ว่าจ้างมา มาประเมินนโยบายที่ธปท.ประกาศหรือประเมินนโยบายที่ธปท.ปฏิบัติจริง
ทั้งนี้ เพราะส่วนตัว ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ ธปท.จะประกาศใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ แต่ในทางปฏิบัติ ธปท.กลับให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าเงินเฟ้อ ดังจะเห็นได้จากบางช่วงเวลาที่เงินเฟ้อเกือบหลุดเป้าหมาย โดยเงินเฟ้อเคยเกือบหล่น 0% ซึ่ง ธปท.น่าจะลดดอกเบี้ย แต่ก็ไม่ได้ลด หรือบางครั้งที่เงินเฟ้อขึ้นไปเกือบ 3% แต่ ธปท.ก็ไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ย
นอกจากนี้ กรอบเงินเฟ้อเป้าหมายของไทยถือว่าเป็นกรอบที่กว้างที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แม้จะได้ปรับให้แคบลงเหลือ 0.53% แล้วก็ตาม
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า นโยบายที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆสามารถนำมาใช้นั้นมีสารพัดรูปแบบ แต่ถ้าธปท.ยังคงจะใช้กรอบเงินเฟ้อต่อไป ก็อยากเห็นนิยามเงินเฟ้อพื้นฐานที่ธปท.คอยเฝ้าจับตา ให้เป็นนิยามที่กว้างขึ้น โดยน่าจะรวมเงินเฟ้อจากพลังงาน และอาหารเข้าไว้ด้วย เพราะที่ผ่านมา พอเงินเฟ้อจาก 2 ตัวนี้ปรับขึ้นก็ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานปรับขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน การคาดการณ์เงินเฟ้อควรแม่นยำมากกว่าที่ผ่านมา







