
เงินออมวิกฤต โตไม่ทันการลงทุน
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
จากการรายงานสถานการณ์การออม การลงทุน และช่องว่างการออมและการลงทุน ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ในไตรมาส 3 ปี 2558 ระดับการออมรวมของประเทศไทย (GDS) มีมูลค่า 7.26 แสนล้านบาท ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนที่มีเงินออม 7.69 แสนล้านบาท หรือลดลง 5.67% ในขณะเดียวกันเงินออมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ก็ลดลงจาก 23.48% เป็น 21.93%
ด้านสถานการณ์การลงทุน (GDI) พบว่า มีมูลค่าการลงทุนรวม 7.27 แสนล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนที่มีมูลค่า7.36 แสนล้านบาท หรือลดลง 1.21% โดยมีสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพี 21.96% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 22.45%
นั่นหมายความว่า “ช่องว่างการออมและการลงทุน” ดูเหมือนจะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2558 คือ ช่องว่างการออมการลงทุนลดจาก 1.03% เป็นติดลบ 0.03% ทำให้เห็นว่าสถานการณ์ด้านการออมและการลงทุนชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยขยายการลงทุนของภาครัฐ แต่การลงทุนภาคเอกชนยังลดลงอยู่ ส่งให้การลงทุนโดยรวมลดลง ปัญหาภัยแล้งก็ยังคงส่งผลให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรได้ลดลง และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ภาคครัวเรือนเพิ่มความระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นด้วย
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ระบุว่า ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2558 ยอดเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบอยู่ที่ 11.20 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.75 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อน หรือมีอัตราเติบโต 1.46%
ขณะที่ยอดการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 10.47 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.61 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อนหน้า คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 3.43% เห็นได้ว่าสินเชื่อมีอัตราการเติบโตสูงกว่าเงินฝาก
เริ่มเห็นได้ชัดว่าแนวโน้มประชาชนเริ่มที่จะ “ออม” ลดลง ประกอบกับ “ดอกเบี้ยเงินฝากที่ลดลง” ทำให้ยิ่งไม่จูงใจให้ประชาชนออมเงิน ดอกเบี้ยที่ต่ำลงยังส่งผลกระทบกับคนยังชีพด้วยดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุ
ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์แทบจะไม่ขยับ เพราะธนาคารพาณิชย์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแข่งขันระดมเงินฝาก เพื่อมาปล่อยสินเชื่อ จากปัญหาเศรษฐกิจที่ยังซบเซาและมีความเสี่ยง การระดมเงินฝากมาไว้มากๆ จะเป็นภาระต้นทุน ทำให้มีการแช่แข็งดอกเบี้ยเงินฝากไว้ต่ำๆ เพียงเพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้เท่านั้น
โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยทรงตัว โดยไตรมาส 3 ปี 2558 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจํา 12 เดือน เฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 1.46-2.3% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดีรายใหญ่ (MLR) ของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 6.52-8.62%
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริง (ดอกเบี้ยเงินฝากหักเงินเฟ้อ) ก็ปรับตัวลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่แท้จริงกลับทรงตัว โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริง ลดเหลือ 2.53% ต่อปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่แท้จริงทรงตัวอยู่ที่ 7.59% ต่อปี
การหาทางรอดของผู้ที่ยังชีพด้วยดอกเบี้ยเงินฝาก ยังถูกซ้ำเติมด้วยการลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก เพราะวันที่ 1 ส.ค. 2559 รัฐบาลจะคุ้มครองเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น ผู้มีเงินฝากจึงต้องดิ้นรนหาทางเลือกการลงทุนอื่น แต่การลงทุนซื้อหุ้นก็ไปไม่รอด เพราะตลาดหุ้นผันผวนมาก บริษัทจดทะเบียนมีกำไรลดลง ทำให้ผลตอบแทนการลงทุน และเงินปันผลลดลงมาก แม้แต่การลงทุนซื้อหน่วยลงทุน ผู้ลงทุนก็เจ็บหนัก ขาดทุนตามภาวะตลาดหุ้นเช่นกัน เมื่อจะหันไปลงทุนทองคำ ก็พบกับราคาที่ผันผวน
สำหรับคนที่มีเงินขั้นมหาเศรษฐีคงไม่ต้องเป็นห่วง สามารถที่จะมีเงินไปจ้างมืออาชีพบริหารเงิน แต่คนทั่วไปโดยเฉพาะ “คนแก่” วัยเกษียณ” น่าเป็นห่วง เพราะแค่ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์เฉยๆ ค่าเงินหรือดอกเบี้ยที่แท้จริงก็อาจจะติดลบ ทำให้ต้องหันไปหาพันธบัตรรัฐบาล หรือการออมรูปแบบอื่นแทน
จะเห็นได้ว่าภาวะอัตราดอกเบี้ยและสภาพแวดล้อมในปัจจุบันไม่เอื้อให้คนไทยมีความต้องการ “ออม” มากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดหากการออมที่ลดลง ถ่างให้ช่องว่างเมื่อเทียบกับการลงทุนกว้างขึ้น ประเทศไทยก็จะมีแต่ “หนี้” ส่งผลให้มีผลกระทบต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศ เพราะขณะนี้ไทยต้องการขยายการลงทุนอีกมาก
ทั้งนี้ ในปี 2559 รัฐบาลประกาศนโยบายเดินหน้าเต็มสูบ เร่งลงทุนมหาศาล ในขณะที่ “เงินออม” ในประเทศวิ่งไล่ขึ้นมาไม่ทัน ยิ่งจะเกิดปัญหาช่องว่างเงินออมกับการลงทุนกว้างขึ้น ในที่สุดอาจจะไปกู้มากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงต้องกลับมาทบทวนอัตราดอกเบี้ยเพื่อจูงใจให้มีการออมมากขึ้น รองรับการเติบโตด้านการลงทุนในอนาคต
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องเร่งรณรงค์ให้คนไทยมีวินัยในการออมเงิน เพื่อลดปัญหาการก่อหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อในปัจจุบัน รวมทั้งให้ความรู้การลงทุนที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยที่วิกฤตจากการส่งออก ก็อาจจะเจอวิกฤตเงินออมซ้ำซ้อนได้







