สปท.ยอมรับความเห็นปฏิรูปจากหลายภาคส่วนยังน้อย
สปท.ยอมรับทุกภาคส่วนในสังคมยังส่งความเห็นปฏิรูปมาน้อย "ทินพันธุ์" ปัดตอบบทเฉพาะกาลเปิดทางให้เล่นการเมือง
สปท.ยอมรับทุกภาคส่วนในสังคมยังส่งความเห็นปฏิรูปมาน้อย "ทินพันธุ์" ปัดตอบบทเฉพาะกาลเปิดทางให้เล่นการเมือง
ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.คนที่ 1 และน.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท.คนที่ 2 ร่วมกันแถลงข่าว โดยร.อ.ทินพันธุ์ ระบุว่า สปท.ได้พิจารณาระเบียบวาระแผนการปฏิรูป 3 ด้านเสร็จสิ้นแล้ว คือ 1. แผนปฏิรูปแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรมคมนาคม ฉบับที่ พ.ศ...ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนประเทศด้านการสื่อสารมวลชน
2.แผนปฏิรูปการเงินเศรษฐกิจฐานรากของคณะกรรมาธธิการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ 3.แผนปฏิรูประบบงานบริหารประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และ 4.เรื่องมหาวิทยาลัยของคณะกรรมาธิการการขับเคลื่อนประเทศด้านการกีฬา โดยจะนำรายงานพร้อมความเห็นของสมาชิกทั้งหมดส่งไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อดำเนินการต่อไป
ขณะที่ นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ตามที่มติที่ประชุมวิปสามฝ่ายได้มีเห็นชอบกับการให้ทั้งสองสภาทำงานร่วมกัน และจะต้องมีการประสานกันระหว่าง รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสปท. โดยต้องกำหนดให้ชัดว่า ภายใน 1 ปี 6 เดือน จะดำเนินการในเรื่องหลักอะไร ซึ่งในระดับกรรมาธิการจะมีการหารือกัน สองสัปดาห์ต่อครั้งเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งเรื่องสำคัญที่รัฐบาลอยากเห็น คือ เรื่องการต่อต้านการทุจริต
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่าย คือ สนช.และ สปท.ต้องมีการหารือกันในการทำกฎหมายเกี่ยวการปฏิรูปอีก 126 ฉบับ ซึ่งในวันที่ 29 ม.ค. คณะกรรมการประสานการปฏิรูปประเทศจะเดินทางไปยังจ.น่าน เพื่อพบปะพูดคุยกับอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วประเทศเพื่อรายงานการปฏิรูปทุกคณะให้ทุกภาคส่วนรับทราบเพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด จากนั้นในวันที่ 3 ก.พ. จะพบกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจบทบาทภารกิจความคืบหน้าในการทำงานของ สปท.พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นในภาคส่วนต่างๆเพื่อนำมาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ด้าน น.ส.วลัยรัตน์ กล่าวว่า สทป.ต้องการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปให้กับ สปท. แต่ที่ผ่านมาความเห็นจากทุกภาคส่วนที่ส่งเข้ามาถือว่าน้อยมากหากเทียบกับภารกิจระดับชาติ ยังไม่เป็นที่พอใจและเป็นความเห็นที่ซ้ำเดิม แสดงให้เห็นว่าการรับรู้ของประชาชนยังมีไม่มากพอ ดังนั้นสื่อจึงเป็นเครื่องมือที่สร้างความตระหนักให้กับประชาชนรับรู้ว่าการปฏิรูปเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เพียง200 ท่านเท่านั้น โดยสปท.มีหน้าที่เพียงจุดประกายเท่านั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการปฏิรูปจากประชาชน
สำหรับร่างรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาลซึ่งระบุให้วาระการดำรงตำแหน่งของ สปท.อยู่ต่อไปอีก 1 ปีหลังจากมีการปะกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ถือว่าเพียงพอกับการปฏิรูปหรือไม่นั้น ร.อ.ทินพันธุ์ กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็มต้องรอจนกว่าจะมีร่างรัฐธรรมนูญจึงจะแสดงความคิดเห็นได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าหากในบทเฉพาะกาลระบุว่า สปท.สามารถลงเล่นการเมืองได้โดยต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วัน มีความเหมาะสมหรือไม่ ร.อ.ทินพันธุ์ กล่าวว่า “กระผมไม่มีความเห็นในเรื่องนี้เพราะไม่สามารถพูดแทนสมาชิกได้”







