
คนนับแสนแห่ชมเทียนพรรษาเมืองอุบล
นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาตินับแสนคนแห่ชมความวิจิตรเทียนพรรษาเมืองอุบลราชธานี
นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาตินับแสนคนแห่ชมความวิจิตรเทียนพรรษาเมืองอุบลราชธานี
นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศชมพิธีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี “ฮุ่งเฮืองเมืองธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ภูมิปัญญาชาวอุบล” ที่บริเวณปรัมพิธีหน้าวัดศรีอุบลรัตนาราม โดยขบวนแห่เริ่มขบวนดวยกองดเกียรติยศได้แห่อัญเชิญเทียนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่พระราชทานถวายแก่วัดศรีอุบลรัตนาราม พระอารมหลวงองค์ประธานเทียนพรรษาได้เคลื่อนนำขบวน เป็นการเปิดแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
ขบวนเทียนพรรษาจากวัดต่างๆและอำเภอต่างๆกว่า 50 ต้นที่ประดิษฐ์อย่างสวยงาม ประกอบขบวนฟ้อนรำที่ประดิษฐ์ท่ารำแสดงออกถึงวิถีชีวิตของคนอีสาน ที่สวยงามอ่อนช้อยได้เคลื่อนผ่านสายตานักท่องเที่ยว ซึ่งในปีนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศห่าชมความงามเทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานีกว่า 100,000 คนกระจายยาวตลอดเส้นทางแห่เทียนซึ่งมีระยะทางยาวกว่า 5 กม.เริ่มจากบริเวณหน้าวัดศรีอุบลรัตนาราม ถ.อุปราช เคลื่อนผ่านไปตามถนนสายหลักในเขตเทศบาลเมืองอุบลราชธานี
สำหรับผลประกวดเทียนพรรษาอุบลราชธานีปรากฏว่าต้นเทียนประเภทแกะสลักขนาดใหญ๋ วัดท่าวังหิน อ.เมืองอุบลฯ รับรางวัลชนะเลิศ,แกะสลักขนาดเล็ก ต้นเทียนอำเภอนาเยียรับรางวัลชนะเลิศ,ประเภทติดพิมพ์ ขนาดใหญ่วัดเมืองเดช อ.เดชอุดม
ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวหลังจากชมต้นเทียนได้แวะเข้าชซากปรักหักพังของศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถูกเผาเมื่อวันที่ 19 พค. 2553 ซึ่งทางจังหวัดยังคงรักษาสภาพซากของศาลากลางเอาไว้ โดยนักท่องเที่ยวซึ่งเห็นซากศาลากลาง บางรายได้ยืนพนมมือพร้อมท่องบ่นอธิษฐานจิตให้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของคนเมืองอุบล และขอให้คนอุบลรักกัน
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้สอบถามนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเทียวงานแห่เทียนพรรษาอุบล ถึงความกังวล และความไม่มั่นใจในการเที่ยวงาน ซึ่งส่วนใหญ่บอกว่าจากที่ได้เห็นซากปรักหักพังจากการเผาศาลากลาง มองย้อนหลังให้ถึงความรุนแรง แต่ ณ ปัจจุบันแม้มีซากแห่งความรุนแรงเมืองอุบลยังมีสภาพความเป็นเมืองอุบลเช่นเดิม นั่นคือคนอุบลรักสงบ มีความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่สมกับที่เป็นเมืองแห่งคนดีที่มีอนสาวรีย์แห่งความที่เชลยศึก สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สร้างไว้เป็นอนุสรณ์







