
ปูนอัด2.5แสนล.
เอสซีจี ยุค “รุ่งโรจน์” ดันลงทุน 5 ปี 2.5 แสนล้าน ปีนี้อัด 5 หมื่นล้าน รุกอาเซียนโตสูง
เอสซีจี ยุค “รุ่งโรจน์” ดันลงทุน 5 ปี 2.5 แสนล้าน ปีนี้อัด 5 หมื่นล้าน รุกอาเซียนโตสูง
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า แผนลงทุนของเครือซิเมนต์ไทยช่วง 5 ปี (จากปี 2559-2563) ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท จะยังคงให้น้ำหนักลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยปีนี้จะลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะไม่ขยายตัวมาก แต่มีแนวโน้มดีจากการเดินหน้าลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยมีเรื่องต้องติดตามคือปัญหาภัยแล้งที่อาจกระทบหนักกับภาคเกษตร และธุรกิจกระดาษ ที่ต้องใช้น้ำในการผลิต ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีปีที่ผ่านมา เป็นปีที่สเปรดค่อนข้างดี เนื่องจากโพลีเอทิลีนมีกำลังผลิตลดลง แต่ปีนี้คงจะผันผวนสูง เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในปีที่ผ่านมาไม่เติบโต ส่วนปีนี้คาดอาจโตเล็กน้อย
“เวลานี้เศรษฐกิจประเทศที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัด คือ เวียดนาม ซึ่งล่าสุดบริษัท เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้เข้าไปซื้อหุ้น 100% บริษัท ไพร์ม กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทผลิตกระเบื้องเซรามิก โดยได้ซื้อหุ้นเพิ่มอีก 15% มูลค่า 2,190 ล้านบาท จากเดิมถือหุ้นอยู่ 85% ขณะเดียวกันก็มองหาโอกาสเข้าควบรวมกิจการด้วย” นายรุ่งโรจน์ กล่าว
สำหรับโครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ ในเวียดนาม ที่ลงทุน 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการร่วมลงทุน 3 ฝ่าย คือ กาตาร์ เวียดนาม และเอสซีจี แต่ที่ผ่านมากาตาร์ได้ถอนการลงทุน ทำให้โครงการช้าไปอีก 6 เดือน จากเดิมจะเริ่มก่อสร้างไตรมาสแรกปี 2559
นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ส่วนผลการดำเนินงานปี 2558 มีรายได้ 4.39 แสนล้านบาท ลดลง 10% ส่วนกำไรได้ 4.54 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 35% จากปีก่อน ธุรกิจเคมีภัณฑ์มีผลการดำเนินงานดี แต่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในประเทศลดลง ขณะที่ธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนนอกประเทศไทยปีที่ผ่านมา สร้างรายได้ 1.8 แสนล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้าโต 20% สำหรับภาพรวมทั้งกลุ่มปีนี้ตั้งเป้าโต 5-10%
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต กล่าวว่า กำไรสุทธิในปี 2558 ต่ำกว่าที่ธนชาตคาด 5% แต่ดีกว่าตลาดคาดเล็กน้อย เชื่อว่าธุรกิจปิโตรเคมีแข็งแกร่งมาก ทำให้ผลงานออกมาเหนือความคาดหมาย ส่วนฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลดลงมาอยู่ที่ 0.6 เท่า จากปีก่อนที่ 0.8 เท่า เชื่อว่างบดุลน่าจะแข็งแกร่งต่อเนื่องเพราะรอบการลงทุนหนักจะจบลง







