posttoday
วิพากษ์ความยากจนชีวิตผู้คน...ที่ธรรมศาสตร์

วิพากษ์ความยากจนชีวิตผู้คน...ที่ธรรมศาสตร์

27 มกราคม 2559

โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

เมื่อวันจันทร์ที่ 25 ม.ค. 2559 ได้มีการจัดอภิปรายและวิพากษ์วิจารณ์ เรื่อง “เศรษฐกิจ ความยากจน กับชีวิตผู้คน : บทบาท และทิศทางงานสังคมสงเคราะห์ในสังคมอาเซียน” ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในวันสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ครบรอบ 62 ปี ซึ่งมีทั้งการอภิปราย การเสนอผลงานวิจัย และผลงานทางวิชาการ โดยมีผู้ร่วมสัมมนา ประกอบด้วย นักศึกษา ศิษย์เก่า คณาจารย์ และบุคลากรของหน่วยงานองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ทั้งนี้ผู้ที่ร่วมในการนำเสนอและวิพากษ์เศรษฐกิจ ความยากจน กับชีวิตผู้คน

ทั้งนี้ ผมเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอภิปรายและได้เสนอข้อห่วงใยถึงตัวเลขหนี้สินของคนไทย โดยเฉพาะหนี้สินครัวเรือนว่าปัจจุบันหนี้สินต่อครัวเรือนของคนไทย มีจำนวน 241,760 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่รายได้คนไทยต่อครัวเรือนมีเพียง 23,236 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน และมีค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนต่อเดือนทั้งสิ้น จำนวน 17,403 บาท ซึ่งเมื่อได้เห็นตัวเลขแบบนี้ก็น่าเป็นห่วงว่าภาวะหนี้สินครัวเรือนยังสูงมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าคนไทยยังไม่รู้จักประมาณการตนเองและมีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่เกินตัว ส่วนหนึ่งมีการกู้หนี้ยืมสินทั้งในและนอกระบบอันถือเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อเสนอว่า การจัดการตนเองของคนไทยกับชีวิตความเป็นอยู่โดยต้องสร้างวินัยการเงินของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่วิทยากรทุกคนให้ความสำคัญ

นอกจากนี้แล้วเมื่อพิจารณาชีวิตผู้คนจากโครงสร้างประชากรของไทย เราพบว่ามีลักษณะเป็นเจดีย์ฐานแคบซึ่งช่วงวัยเด็กมีจำนวนน้อยหรืออัตราการเกิดน้อยลง แต่มีฐานกว้างของประชากรในช่วงวัยทำงานกับวัยผู้สูงอายุเป็นสัดส่วนที่สูง ทำให้เห็นถึงอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลผู้สูงอายุมากกว่า 11 ล้านคน หรือร้อยละ 14 ของคนไทยทั้งหมด 65 ล้านคน เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งมีโครงสร้างประชากรเป็นลักษณะเจดีย์ฐานกว้างและปลายค่อยๆ แหลมลู่ ซึ่งหมายถึงมีประชากรในวัยเด็กเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งแนวโน้มในอนาคตจะมีประชากรเข้าสู่วัยแรงงานมากขึ้น จึงไม่แปลกใจมากนักที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าวจะมีอัตราส่วนทั้งวัยเด็ก วัยแรงงาน เข้ามาสู่ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นภาระของประเทศไทยที่ต้องแบกรับคนที่อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว

ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยต้องแบกรับภาระการแก้ไขปัญหาของคนไทย ชีวิตผู้คนของไทยในหลายเรื่องตั้งแต่ความยากจน ความเหลื่อมล้ำของรายได้ การทำมาหากิน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย โดยที่ภาวะเศรษฐกิจไทยและการเงินการคลังของไทยยังไม่สู้จะดีนัก ซึ่งสอดคล้องกับ ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่สู้จะดีนักเช่นกัน ดูจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ยังต่ำ ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินการคลังของไทยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมาตรการที่ ศ.ดร.ดิเรก นำเสนอก็คือการใช้มาตรการในการเก็บภาษีที่ก้าวหน้าให้มีประสิทธิภาพทั้งในเชิงกฎหมายและการจัดเก็บให้ทั่วถึง เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก เป็นต้น

ในสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจไทยในลักษณะเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่มีความกังวลอยู่บ้างก็คือ การใช้เงินเพื่อเป็นการสังคมสงเคราะห์ชีวิตผู้คนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่การสงเคราะห์ทางการศึกษา การบริการสุขภาพ การสงเคราะห์ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส อื่นๆ เป็นต้น ซึ่งไม่รวมภาครัฐที่ต้องไปเยียวยาเกษตร และการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะยิ่งทำให้ภาวะหนี้สินของรัฐบาลมีมากขึ้นเช่นกัน

บทบาทงานสังคมสงเคราะห์ในรูปสวัสดิการสังคม เห็นว่าภาครัฐจะไม่สามารถเยียวยาหรือมีหลักประกันแก่คนในสังคมได้อย่างทั่วถึงนัก ทางออกจะต้องส่งเสริมให้มีหุ้นส่วนทางสังคมและภาคประชาสังคมเข้ามาสนับสนุนอีกทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มองค์กรภาคเอกชน อาสาสมัครทางสังคม ชุมชนท้องถิ่น เพื่อจะเข้ามาช่วยเหลือทางสังคมทุกช่วงวัย

ผมได้อ่านบทความที่เป็นอมตะตลอดกาล ชื่อ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงงานสังคมสงเคราะห์ที่ต้องให้ความใส่ใจชีวิตผู้คนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา วัยปฐมวัย วัยเรียน วัยทำงาน และวัยผู้สูงอายุ รวมถึงการสะท้อนถึงความเจ็บป่วย ซึ่งเป็นบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ที่ต้องให้ความใส่ใจห่วงใยชีวิตผู้คนดังกล่าว มีความตอนหนึ่งที่ ศ.ดร.ป๋วย เขียนถึงวัยปฐมวัยว่า “ในระหว่าง 2-3 ขวบแรก ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโต ในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผมได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ มีอาหารเพียงพอและได้รับการพัฒนาสมองและอารมณ์ที่เหมาะกับวัยผม” และวัยทำงานว่า “หากผมเลือกทำอาชีพของผมเอง ไม่ว่าจะเป็น แผงลอยหาบเร่ เก็บขยะ ขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผมก็อยากมีแหล่งทำกินแน่นอน ปลอดภัย ไม่ถูกเบียดเบียนจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือิทธิพลอื่น มีแหล่งทุนเพื่อพัฒนากิจการของผมที่ดอกเบี้ยไม่แพง”

อย่างไรก็ตาม ผมมีความเห็นว่า บทบาทงานสังคมสงเคราะห์เมื่อพิจารณาบทความที่ ศ.ดร.ป๋วย ได้สะท้อนให้เห็นความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตผู้คนและมีความท้าทายต่อรัฐบาล ภาคเอกชน หุ้นส่วนทางสังคม และภาคประชาสังคม นักสังคมสงเคราะห์ที่ดีจะต้องมีบทบาทในการรับผิดชอบร่วมกันในการส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ