
งานหนักตลาดเกิดใหม่ แบงก์ชาติเร่งอัดฉีดสู้ศก.
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ทั้งที่โลกเพิ่งกลับเข้าสู่ยุคปรับสมดุลมาตรการการเงินไปหมาดๆ จากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ แต่ผลกระทบส่วนหนึ่งจากการขึ้นดอกเบี้ยนี่เองที่ทำให้กลุ่มตลาดเกิดใหม่กลายเป็นปัญหาขึ้นมาแทนที่ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่สุดผ่านภาวะระส่ำในตลาดเงินและตลาดทุน
ทุกครั้งที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจเช่นนี้ โลกก็มักจะหันไปพึ่งบทบาทของธนาคารกลางเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ชาติรายใหญ่ของโลก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่มักจะออกมาตรการในรูปของการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการลดอัตราดอกเบี้ย มาช่วยพยุงเศรษฐกิจในแต่ละครั้ง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบีได้ส่งสัญญาณรับปากว่าจะไม่มีลิมิตในการเข้าช่วยเหลือเศรษฐกิจของทวีปยุโรปที่อ่อนแอ โดยอีซีบีให้น้ำหนักความกังวลกับราคาน้ำมันโลกขาลงเป็นหลัก เนื่องจากจะเป็นแรงฉุดสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อในกลุ่มยูโรโซนที่อาจไปไม่ถึง 2% ตามเป้าหมายที่วางไว้
ดังนั้น หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงไม่ฟื้นตัว และเสี่ยงต่อการฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรปให้อ่อนแออย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่อีซีบีจะขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปอีกในการประชุมครั้งหน้าเดือน มี.ค. จากเดิมที่มีการเดินหน้าใช้มาตรการคิวอี และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ 0.3% เพื่อกระตุ้นให้แบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้กับภาคธุรกิจ
ส่วนทางด้านเฟด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เป็นนัดแรกของปี 2016 นี้ ก็เหลือเพียงกลไกช่วยเหลือหลักๆ อย่างการชะลอแผนขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ ซึ่งอาจขึ้นได้ไม่ครบจำนวนครั้ง หรือขึ้นดอกเบี้ยรวมกันได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งเอาไว้
อดีตเจ้าหน้าที่ของเฟดเอง และนักวิเคราะห์จากสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โจเซฟ แก๊กนอน ให้มุมมองกับเอพีว่า สถานการณ์ทุกด้านกำลังแย่ลง ดังนั้นจึงเชื่อว่าเฟดจะยังไม่ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมช่วงแรกๆ หรืออาจเลื่อนไปนานจนถึงครึ่งหลังของปี 2016 ก็เป็นได้
ขณะที่ฝั่งของธนาคารกลางญี่ปุ่น ก็กำลังพิจารณาที่จะขยายมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเช่นกัน เพื่อหาทางกระตุ้นตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังต่ำ สะท้อนถึงการบริโภคและภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงซบเซา
อย่างไรก็ตาม มาตรการของธนาคารกลางขนาดใหญ่เหล่านี้ อาจมีขึ้นไม่ทันการณ์กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เปราะบาง ซึ่งทำให้หลายประเทศเองต้องทยอยออกมาตรการกระตุ้นทั้งทางด้านการเงินและการคลัง เพื่อพยุงสถานการณ์เศรษฐกิจในบ้านอย่างต่อเนื่องแล้ว
ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เป็นรายแรกที่ประกาศเตรียมอัดฉีดเงินครั้งใหญ่ โดยได้ระบุในแถลง การณ์ก่อนหน้านี้ว่า เตรียมวงเงินสภาพคล่องไว้สำรองในช่วงตรุษจีนถึงราว 6-8 แสนล้านหยวน ผ่านกลไกการกู้ยืมระยะกลางเอาไว้ ขณะที่ข้อมูลของบลูมเบิร์ก ระบุว่า จีนได้อัดฉีดเงินไปแล้วเกือบ 7 แสนล้านหยวน ผ่านกลไกกู้ยืมระยะสั้น และอีก 6.125 แสนล้านหยวนผ่านกลไกการกู้ยืมระยะกลาง
ส่วนในการประชุมของธนาคารกลางมาเลเซียในสัปดาห์นี้ แม้จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับเดิมที่ 3.25% แต่แบงก์ชาติมาเลเซียก็ตัดสินใจใช้มาตรการช่วยเพิ่มสภาพคล่องเข้าระบบการเงิน ด้วยการลดอัตราเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (เอสอาร์อาร์) จาก 4% ลงมาอยู่ที่ 3.5% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.นี้ โดยคาดว่ามาตรการลดภาระของธนาคารพาณิชย์เช่นนี้จะทำให้มีการปล่อยกู้และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศได้มากขึ้น
ขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ที่ประชุมธนาคารกลางอินโดนีเซียก็เพิ่งตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงจากระดับ 7.5% ลงมาอยู่ที่ระดับ 7.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการส่งออกน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงต่อเนื่อง
ส่วนการประชุมธนาคารกลางเกาหลีใต้ในเดือนเดียวกัน แม้จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม เช่นเดียวกับธนาคารกลางฟิลิปปินส์ แต่แบงก์ชาติทั้งสองแห่งต่างก็ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า จะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมอย่างแน่นอน หากปัญหาของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขยายวงลุกลามจนส่งผลกระทบมากขึ้น
มีรายงานว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันต่างก็ทยอยใช้มาตรการเพื่อพยุงเศรษฐกิจกันไปแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากต้องแบกภาระมานานหลังจากที่ราคาน้ำมันทยอยลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2014 และล่าสุดยังเพิ่มการใช้มาตรการสกัดทุนไหลออกในบางประเทศ เช่น อาเซอร์
ไบจาน ที่กำหนดเก็บภาษี 20% สำหรับเงินทุนไหลออกที่มาจากการลงทุนในบางภาคส่วน เช่น อสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกับซาอุดิอาระเบีย ที่ระงับการขายสัญญาล่วงหน้าค่าเงินไปเมื่อช่วงต้นเดือน
ไม่เพียงแต่การใช้มาตรการทางการเงินเท่านั้น หลายประเทศยังทยอยงัดมาตรการทางการคลังออกมาใช้กันแล้ว เช่น รัสเซีย ซึ่งรอยเตอร์สได้อ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า รัฐบาลรัสเซียได้ตั้งสำรองเงิน 1.35 แสนล้าน รูเบิ้ล (ราว 6.17 หมื่นล้านบาท) ระบุในร่างมาตรการต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจ ที่กำลังจะเปิดเผยออกมาในเร็วๆ นี้ เพราะรัสเซียก็เป็นหนึ่งในชาติผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ และเจ็บตัวอย่างหนักจนค่าเงินรูเบิ้ลร่วงลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์มาแล้ว
เพราะสถานการณ์การเปลี่ยน แปลงนโยบายการเงินของโลก ที่พ่วงด้วยปัญหาใหญ่ของระบบเศรษฐกิจจีน และสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปั่นป่วน อาจส่งผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่ในวงกว้างกว่าที่คาดไว้ จนอาจสะเทือนทั้งโลกไปพร้อมกันด้วย







