posttoday
หนี้เสียไม่ลด ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้น

หนี้เสียไม่ลด ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้น

26 มกราคม 2559

แค่เพียงเดือนแรกของปีนี้ สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศก็จับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

แค่เพียงเดือนแรกของปีนี้ สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศก็จับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด หลายสถาบันที่เคยคิดว่าเศรษฐกิจปี 2559 จะเริ่มฟื้นตัวดีกว่าปีที่แล้ว เริ่มไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้นจริงหรือไม่

ความผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจการค้าโลก ทำให้ค่าเงินปั่นป่วน และเศรษฐกิจของหลายประเทศที่คิดว่าจะดีก็เริ่มส่งสัญญาณว่าจะไม่ดี อย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่ทำการค้ากับต่างประเทศ ทั้งผู้ส่งออก ผู้นำเข้าได้รับผลกระทบโดยตรง

นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรเป็นกลุ่มที่เจอผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำทั่วโลก อันเป็นผลกระทบจากราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าหลักในตลาดโภคภัณฑ์ราคาตกต่ำลงทุกสินค้า ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยาง ข้าวโพด มันสำปะหลัง ฯลฯ

ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ที่ทำการค้าที่มุ่งเน้นตลาดในประเทศ จะได้รับผลกระทบโดยอ้อม ทำให้ยอดขายหดตัว จากกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง

สัญญาณเศรษฐกิจที่อาจไม่ฟื้นตัวได้ตามความคาดหมาย ทำให้จำนวนหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินที่คาดว่าจะลดลง ก็มีแนวโน้มที่จะไม่เป็นไปตามคาดการณ์

บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ประเมินแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2559 แม้ว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวดีกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากตัวเลขเอ็นพีแอลจะมีผลรูปธรรมล่าช้ากว่าช่วงเศรษฐกิจชะลอประมาณ 12 เดือน โดยประเมินว่าเอ็นพีแอลสิ้นปีหน้าจะมีสัดส่วนมากกว่า 3% ของสินเชื่อรวมเทียบกับสิ้นไตรมาส 3 ปีนี้ ที่เอ็นพีแอลสถาบันการเงินทั้งระบบอยู่ที่ 2.79%

การคาดการณ์ของประธานสมาคมธนาคารไทยนี้เป็นการยืดระยะเวลาการนิ่งของตัวเลขหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน จากเดิมที่เคยมองว่าหนี้เสียจะขึ้นถึงจุดสูงสุดและเริ่มลดลงในกลางปีนี้

ปริมาณหนี้เสียที่คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงนี้ สอดคล้องกับคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประเมินว่า ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทำให้ฐานะทางการเงินภาคเอกชนและคุณภาพสินเชื่อของภาคสถาบันการเงินด้อยลง ขณะที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทน และยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น (Search for Yield) ทั้งในตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ

แน่นอนว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตรและธุรกิจเอสเอ็มอี โดยรายได้ของภาคครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการส่งออกปรับลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและการส่งออกสินค้าที่ยังหดตัวต่อเนื่อง รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ และภาวะภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนเกษตร

จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พบว่า สัดส่วนภาระการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือน (Debt Service Ratio : DSR) ของครัวเรือนในช่วงครึ่งแรกปี 2558 ด้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2556 เกือบทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตร และครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจ
เอสเอ็มอี ที่ DSR สูงขึ้นค่อนข้างมากและอยู่ใกล้เกณฑ์เสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ระดับ 40% ถือว่ามากกว่ากลุ่มอื่นๆ

สอดคล้องกับคุณภาพสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ปรับด้อยลง โดยมีสัดส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคทั้งหมด ตัวเลขล่าสุดของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2558 อยู่ที่ 2.8% เพิ่มขึ้นมาจากสิ้นปี 2557 ที่ 2.4% เป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อครัวเรือนทุกประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายและหมุนเวียน อย่างไรก็ดีคาดว่ามาตรการช่วยเหลือภาคครัวเรือนของรัฐบาลจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

แหล่งข่าวจาก ธปท.ระบุว่า ในระยะต่อไปหากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ ความเสี่ยงต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตรที่มีความเปราะบางกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่น และอาจจะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากปัญหาภัยแล้งในครึ่งแรกของปี และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งภาคครัวเรือนควรตระหนักถึงความเสี่ยงต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต และพึงระวังไม่ก่อหนี้จนเกินตัว

ด้านเสถียรภาพทางการเงินของภาคธุรกิจนั้น ฐานะการเงินของภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างช้าๆ ส่งผลต่อธุรกิจเอสเอ็มอี ทำให้มีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง จึงยังคงต้องติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะส่งผลต่อผลประกอบการและเสถียรภาพภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ผลประกอบการในปี 2558 ของธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง มีกำไรสุทธิ 1.93 แสนล้านบาท ลดลง 1.40 หมื่นล้านบาท หรือ 6.76% จากปีก่อนมีกำไรสุทธิ 2.07 แสนล้านบาท ที่กำไรของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบลดลง เนื่องจากธนาคารหลายแห่งต้องนำเงินไปตั้งสำรองหนี้เสียมากขึ้น

เหตุผลดังกล่าวทำให้ภาพของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในปี 2559 ยังคงคล้ายคลึงกับปี 2558 คือ ธนาคารเน้นการขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวัง งัดมาตรการช่วยเหลือลูกค้าออกมาใช้ทุกรูปแบบ ทั้งยืดระยะเวลาชำระหนี้ การผ่อนปรนให้ลูกหนี้จ่ายเฉพาะเงินต้นหรือลดดอกเบี้ย ไปจนถึงการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อบรรเทาภาระให้แก่ลูกค้าที่ยอดขายหดตัวลง ประคับประคองลูกค้าให้รอดพ้นจากการเป็นหนี้เสีย แทนการปล่อยสินเชื่อใหม่ ธนาคารแต่ละแห่งต้องออกมาตรการผ่อนปรนทุกวิถีทาง ทั้งเพื่อช่วยลูกค้าให้อยู่รอด และเพื่อคุมเอ็นพีแอลไม่ให้ทะยานสูงขึ้น

สิ่งที่ภาคธุรกิจรอคอยอย่างใจจดใจจ่อคือรอวันเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแท้จริง โดยฝากความหวังไว้ที่การขับเคลื่อนจากภาครัฐผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลประกาศทุกวันว่าได้มีการเซ็นสัญญาแล้ว แต่ก็ยังต้องรอว่าจะปักฐานลงทุนจริงได้ตามที่พูดหรือไม่

หากปีนี้การลงทุนของรัฐบาลไม่เกิดขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนด การคาดหวังว่าเศรษฐกิจปีนี้จะดีขึ้น และหนี้เสียจะลดลงจึงเป็นความหวังที่ไม่เป็นดังหวัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท