
ตำรวจถกคดีพธม.ยึดสนามบิน
ตำรวจประชุมคดีพันธมิตรยึดสนามบินเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาเดินทางมาพบตามหมายเรียก ขู่ขังหากพามวลชนกดดันเจ้าหน้าที่เพราะเข้าข่ายฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน
ตำรวจประชุมคดีพันธมิตรยึดสนามบินเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาเดินทางมาพบตามหมายเรียก ขู่ขังหากพามวลชนกดดันเจ้าหน้าที่เพราะเข้าข่ายฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 27 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.ป) ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)โดยมี พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป.เข้าร่วมประชุมใช้เวลาในการประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง จึงเสร็จสิ้น
พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า ได้เรียกประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในส่วนของพนักงานสอบสวน และสถานที่เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกในเวลา 09.00 น.วันที่ 28 กรกฎาคมนี้ โดยเบื้องต้นได้รับการประสานมาแล้ว 3 ราย อย่างไรก็ดี หากผู้ที่ถูกออกหมายเรียกรายอื่นจะเดินทางมามาพบพนักงานสอบสวนพร้อมกันก็ได้เตรียมพนักงานสอบสวนและสถานที่ไว้พร้อมแล้ว
พล.ต.ท.สมยศ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มผู้ต้องหาอาจพิจารณาฟ้องกลับพนักงานสอบสวนที่ทำคดีนี้ ว่า การดำเนินการของพนักงานสอบสวนเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและเป็นเพียงการพิจารณาออกหมายเรียกเท่านั้น หากคิดว่าไม่ได้กระทำความผิด ตนก็อยากขอความร่วมมือให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนซึ่งสามารถให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีในชั้นอัยการและชั้นศาลได้
“อยากวิงวอนให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เรายังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาทันทีแต่จะทำความเข้าใจในคดีนี้ก่อน หรือหากมีการแจ้งข้อหาแล้วก็สามารถให้การอย่างไรก็ได้ และอยากฝากเตือนกรณีมีการนำพาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมาชุมนุมกดดันการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนซึ่งอาจเข้ากระทำความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าพนักงานมีอำนาจที่จะขอออกหมายขังได้” ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าว
พล.ต.ท.สมยศ กล่าวอีกว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้พิจารณาออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 79 ราย ซึ่งมีทั้งระดับแกนนำและระดับผู้ปฏิบัติ โดยทางพนักงานสอบสวนดำเนินการอย่างเท่าเทียมกันไม่ได้เลือกพิจารณากับใครก่อนใครหลัง หรือที่เป็นหัวหน้าหรือเป็นลูกน้อง ส่วนหมายเรียกที่ออกไปก็คละเคล้ากันไม่ได้ให้ความสำคัญกับใครเป็นกรณีพิเศษ







