posttoday
ระดมเจ้าหน้าที่ ลุยรับซื้อยางพารา

ระดมเจ้าหน้าที่ ลุยรับซื้อยางพารา

25 มกราคม 2559

โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 1 แสนตัน งบประมาณ 4,500 ล้านบาท นำร่องเปิดจุดรับซื้อยาง 834 จุดทั่วประเทศ วันที่ 25 ม.ค. จากนั้นจะเปิดให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกจุดกว่า 3,000 จุด ไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2559 หรือจนกว่าจะครบจำนวนดังกล่าว

โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 1 แสนตัน งบประมาณ 4,500 ล้านบาท นำร่องเปิดจุดรับซื้อยาง 834 จุดทั่วประเทศ วันที่ 25 ม.ค. จากนั้นจะเปิดให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกจุดกว่า 3,000 จุด ไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2559 หรือจนกว่าจะครบจำนวนดังกล่าว

ไพรัช เจ้ยชุม รองประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (ชสยท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 ม.ค.นี้ รัฐบาลจะเปิดจุดรับซื้อยางทั่วประเทศ 834 จุด ในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัม เป็นการนำร่องก่อน

วิทยา ชะโนวรรณะ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จ.สงขลา เขต 2 กล่าวว่า จากปัญหาราคายางตกต่ำและส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทำให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้กำหนดเตรียมเปิดตลาดรับซื้อยาง 90 แห่ง เพื่อสนับสนุนโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป พร้อมกับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ จ.สงขลา ทางสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสงขลาได้กำหนดเปิดตลาดรับซื้อยางพาราในอำเภอต่างๆ โดยมีหลักเกณฑ์ กลไก และวิธีการบริหารจัดการโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ดังนี้ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และมีบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวเกษตรกรชาวสวนยาง หรือหลักฐานที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ไว้แล้ว ส่วนชนิดและคุณภาพยางที่รับซื้อ ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ความชื้นไม่เกินร้อยละ 3 ตามมาตรฐานที่ กยท.กำหนด น้ำยางสดมีปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 28 และไม่มีสิ่งปลอมปน และยางก้อนถ้วยมีปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 55 ตามมาตรฐานที่ กยท.กำหนด

ทั้งนี้ ปริมาณยางที่รับซื้อและสิทธิในการขายได้กำหนดผลผลิตยางที่เกษตรกรชาวสวนยางสามารถนำมาขาย ณ สถานที่รับซื้อยางที่ กยท.กำหนด ตามพื้นที่สวนยางเปิดกรีด ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท.ไม่เกินรายละ 15 ไร่ (จำนวนเศษของไร่ให้ปัดขึ้นเป็น 1 ไร่) ไร่ละ 10 กิโลกรัม รวมไม่เกิน 150 กิโลกรัม (ยางแห้ง) ขณะที่ราคารับซื้อยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 กิโลกรัมละ 45 บาท น้ำยางสด ราคากิโลกรัมละ 42 บาท (ปริมาณเนื้อยางแห้ง 100%) ยางก้อนถ้วย ราคากิโลกรัมละ 41 บาท (ปริมาณเนื้อยางแห้ง 100%)

ประทบ สุขสนาน ประธานชุมนุมสหกรณ์ยางตรัง กล่าวว่า ได้เรียกประชุมผู้บริหารสถาบันเกษตรกร ซึ่งเป็นเครือข่ายชุมนุมสหกรณ์ตรัง เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกร ตลอดทั้งเพื่อขอความร่วมมือให้สถาบันเกษตรกรที่มีอยู่ใน จ.ตรัง ทั้งหมด 64 แห่ง ตั้งเป็นจุดรับซื้อตามนโยบายการยางแห่งประเทศไทยที่ต้องการให้การรับซื้อยางในราคาชี้นำ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในครั้งนี้ ให้สถาบันเกษตรกรซึ่งมีเกษตรกรเป็นเจ้าของ รับหน้าที่เป็นผู้รวบรวมยางทั้งหมด โดยมีคณะกรรมการฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ กยท. เกษตร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในพื้นที่ร่วมกันเป็นกรรมการฝ่ายจัดซื้อจะลงไปประจำการ ณ จุดรับซื้อหน้าสถาบันเกษตรกรทุกจุดทุกวัน

วีระพัฒน์ เดชารัตน์ หัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ปฏิบัติงานในกิจการการยางแห่งประเทศไทย อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า กยท.จะรับซื้อยางจากเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยในลักษณะประกอบธุรกิจไม่เกินรายละ 15 ไร่ รวม 150 กิโลกรัม (ยางแห้ง) เป็นยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 กิโลกรัมละ 45 บาท น้ำยางสด กิโลกรัมละ 42 บาท (ปริมาณเนื้อยางแห้ง 100%) และยางก้อนถ้วยกิโลกรัมละ 41 บาท (ปริมาณเนื้อยางแห้ง 100%) กำหนดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.-30 มิ.ย. 2559

สมใจ มณฑาสกุล เกษตรกรหมู่ 6 ต.เพิ่มพูลทรัพย์ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่รัฐบาลประกาศรับซื้อยางพาราแผ่นดิบกิโลกรัมละ 45 บาท เพราะก่อนหน้านี้ราคาตกต่ำมาก ซึ่งตัวเองมียางแผ่นดิบอยู่ประมาณ 300 กิโลกรัม แต่ขายได้ 150 กิโลกรัม ก็ถือว่าพอใจและถือว่ารัฐบาลจริงใจซื้อราคา 45 บาท ตามที่รับปากกับชาวสวนยางเอาไว้

โครงการนี้ได้สร้างความกดดันให้เจ้าหน้าที่ กยท.ทุกพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโครงการเร่งด่วน มาซ้อนกับโครงการไร่ละ 1,500 บาท ที่จะต้องเร่งจัดเตรียมข้อมูลทุกด้าน โดยเฉพาะทะเบียนเกษตรกรที่ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งผู้บริหารสถาบันเกษตรกรทุกแห่ง เนื่องจากทางสถาบันแต่ละแห่งทำหน้าที่แค่รับจ้างรวบรวมยางเท่านั้น มีรายได้จากการบริหารจัดการรวมแล้วประมาณ 5 บาท/กิโลกรัม ไม่คุ้มค่าความเหน็ดเหนื่อย แต่ส่วนใหญ่ยินดีตั้งเป็นจุดรับซื้อ เพราะต้องการช่วยเหลือเกษตรกร

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ