
หลักธรรมที่สอดรับ กับพอง-ยุบ แบบง่ายๆ
พระเทพสิทธิมุนี ญาณสิทฺธิเถร (พระธรรมธีราชมหามุนี) (2546 : 21-22) ได้ชี้ให้เห็นว่า
โดย...90 ปีพระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อทอง)
พระเทพสิทธิมุนี ญาณสิทฺธิเถร (พระธรรมธีราชมหามุนี) (2546 : 21-22) ได้ชี้ให้เห็นว่า พองหนอ-ยุบหนอ นั้นยังปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 12 หน้า 103 บรรทัดที่ 18 อีกด้วยว่า “โส สโต ว อสฺสสติ สโตว ปสฺสติ”
ส่วนคำว่าหนอนั้นปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่ 10 หน้า 181 แปลมาจาก ภาษาบาลี ว่า “วต” บทนี้พระภิกษุสามเณรได้ใช้ชักผ้าบังสุกุลอยู่เสมอ ดังว่า “อนิจจา วตสงฺขารา” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” ดังนี้เป็นต้น
การอธิบาย พอง-ยุบ ในวิปัสสนากรรมฐานสติปัฏฐานสี่ ของพระธรรมมังคลาจารย์ วิ. (2543 : 45-57) ช่วยให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาการของท้องที่ถูกลมกระทำกับหลักธรรมในพุทธศาสนาได้อย่างเข้าใจง่าย
1.ศีล สมาธิ ปัญญา จิตที่คอยระวังในการพองการยุบเป็นตัวศีล จิตที่แนบอยู่กับการพองการยุบเป็นตัวสมาธิ และจิตที่เข้าไปรู้ว่าพองว่ายุบเป็นตัวปัญญา ดังนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา จึงมีอยู่ในพองในยุบนั้นเอง
2.พระไตรลักษณ์ การที่รู้และเห็นว่าอาการพองยุบเกิดขึ้น คงอยู่แล้วก็หายไป แล้วเกิดขึ้นใหม่แล้วก็หายไปอีก สลับกันอยู่อย่างนี้ อาการอย่างนี้เป็นอนิจจัง เมื่อกำหนดไปๆ เวทนาก็เกิดขึ้น รู้สึกเจ็บปวดตรงนั้นตรงนี้ อาการอย่างนี้เรียกว่าทุกขัง และเมื่อกำหนดว่าพองจะไม่ให้ยุบก็ไม่ได้ เมื่อเวทนาเกิดขึ้นจะบังคับไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ อาการพองก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี ไม่อาจบังคับอะไรได้เลย อาการอย่างเป็นอนัตตา
3.ขันธ์ 5 ท้องพอง ท้องยุบ เป็นรูปขันธ์ รู้สึกว่าสุข ทุกข์ เฉยๆ เป็นเวทนาขันธ์ จำได้ว่าท้องพอง ท้องยุบ เป็นสัญญาขันธ์ กำหนดรู้ว่าท้องพองมาก พองน้อย เป็นสังขารขันธ์ และที่รู้ว่าพอง ว่ายุบ เป็นวิญญาณขันธ์
4.สติปัฏฐานสี่ การกำหนดพอง-ยุบ เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การกำหนดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน การกำหนดความคิดที่เกิดขึ้น เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และการกำหนดนิวรณ์ 5 เป็นต้น ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
5.สัมมัปปธาน 4 การสำรวมระวังในการกำหนด เป็นสังวรปธาน เมื่อมีการกำหนดอยู่แล้วกิเลสก็เกิดไม่ได้ เป็นปหานปธาน การกำหนดจิตรู้อยู่ในการปฏิบัติ เป็นภาวนาปธาน และการรักษาอารมณ์ ไม่ให้ฟุ้งด้วยสติ เป็นอนุรักขนาปธาน
6.อิทธิบาท 4 ความพอใจในการปฏิบัติ เป็นฉันทะ ความพากเพียรในการปฏิบัติ เป็นวิริยะ ความเอาใจใส่ในการกำหนดอารมณ์ เป็นจิตตะ และความตริตรองพิจารณาเหตุผลในการกำหนด เป็นวิมังสา
7.อินทรีย์ 5 การตั้งใจให้อยู่กับรูปนามปัจจุบัน เป็นสัทธินทรีย์ การตั้งใจทำให้ต่อเนื่องกันไม่คุย ไม่อ่านหนังสือ ไม่นอนมาก ปฏิบัติให้มาก เป็นวิริยินทรีย์ มีความระลึกรู้ก่อนรูปนามจะเคลื่อนที่ เป็นสตินทรีย์ การผูกจิตไม่ให้เผลอจากรูปนาม จิตจับอยู่ในอารมณ์ใดให้ยึดมั่นอารมณ์นั้น เป็นสมาธินทรีย์ และปัญญารู้ปัจจุบัน รู้รูปนาม รู้พระไตรลักษณ์ รู้วิปัสสนาปัญญา รู้มรรค ผลนิพพาน เป็นปัญญินทรีย์
8.พละ 5 ความเชื่อมั่นใจการปฏิบัติ เป็นศรัทธา ความพากเพียรในการปฏิบัติ เป็นวิริยะ ความระลึกอยู่ในการปฏิบัติเป็นสติ ความตั้งใจแน่วแน่ในอารมณ์ที่กำหนด เป็นสมาธิ และจิตที่เข้าไปรู้เท่าทันอารมณ์ เป็นปัญญา
9.โพชฌงค์ 7 เมื่อเราปฏิบัติสติปัฏฐานสี่แล้ว เป็นสติ เมื่อสติเกิดการวิจัยในสภาวธรรมก็เกิด เป็นธัมมวิจยะ เมื่อธัมมวิจยะเกิด ความเพียรพยายามก็เกิด เป็นวิริยะ เมื่อวิริยะเกิด ความอิ่มใจก็เกิด เป็นปีติ เมื่อปีติเกิด ความสงบก็เกิด เป็นปัสสัทธิ เมื่อปัสสัทธิเกิด ความตั้งใจมั่นก็เกิด เป็นสมาธิ และเมื่อสมาธิเกิด ความวางเฉยก็เกิด เป็นอุเบกขา







