
ทำให้ดีเกินคาดลูกค้า ประชาสัมพันธ์พันธุ์แท้‘นิมิตร’
บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง ถือเป็นบริษัทประชา สัมพันธ์ (พีอาร์) ที่มีความเก่าแก่บริษัทหนึ่ง
โดย...จะเรียม สำรวจ
บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง ถือเป็นบริษัทประชา สัมพันธ์ (พีอาร์) ที่มีความเก่าแก่บริษัทหนึ่ง และเป็นบริษัทประชาสัมพันธ์แรกๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมี นิมิตร หมดราคี เป็นผู้ก่อตั้ง หลังจากเห็นโอกาสของธุรกิจประชา สัมพันธ์ เนื่องจากเมื่อช่วง 20 กว่าปีก่อนยังไม่มีใครเข้ามาทำธุรกิจประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง
ก่อนที่นิมิตรจะก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของบริษัทประชาสัมพันธ์ เคยผ่านงานมาหลากหลายรูปแบบ เริ่มต้นด้วยการเข้าทำงานร่วมกับกองทัพบก เมื่อปี 2510 ด้วยการเป็นหัวหน้าฝ่ายธุรกิจ ประจำอยู่ที่ จ.อุดรธานี ซึ่งช่วงที่ได้ทำงานกับกองทัพบก นิมิตรก็ได้เรียนรู้งานหลายอย่าง เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในช่วงสงครามเวียดนาม หลังจากสั่งสมประสบการณ์การทำงานกับกองทัพบกได้ 4 ปี สงครามเวียดนามจบ นิมิตรก็ได้ผันตัวเองมาทำงานกับไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) และต่างประเทศ
ช่วงเวลา 16 ปีที่ได้ร่วมงานกับไอบีเอ็ม นิมิตรได้ทำงานหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานในด้านของการบริการ การตลาด งานขาย วิทยาศาสตร์ หรือองค์กรสัมพันธ์ และจากการได้สัมผัสกับงานการตลาด ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับงานด้านการตัดข่าว ซึ่งสมัยเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา มีเพียงบริษัท เพรสโก้ บริษัทเดียวเท่านั้นที่ให้บริการด้านงานตัดข่าวประชาสัมพันธ์ ด้วยเหตุนี้นิมิตรจึงเล็งเห็นโอกาส ด้วยการออกจากไอบีเอ็มมาเปิดบริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง ในปี 2532
“ที่มาตั้งตอนนั้น ผมเล็งเห็นโอกาส เพราะสมัยนั้นผมคุมการตลาดของไอบีเอ็ม เราใช้บริการตัดข่าวของบริษัท เพรสโก้ บริษัทพีอาร์เก่าแก่รายหนึ่ง ซึ่งสมัยนั้นมีเพียงบริษัท เพรสโก้ เพียงบริษัทเดียวที่ให้บริการตัดข่าว ทำให้ค่าบริการแพงยับ เราจึงเล็งเห็นโอกาสและลาออกจากไอบีเอ็มมาทำงานด้านการคอมมูนิเคชั่น หรือการทำงานด้านการสื่อสารการตลาด ทำงานเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ซึ่งการเปิดบริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง ในสมัยนั้น ถือเป็นบริษัทไทยบริษัทแรกที่ทำงานด้านการประชาสัมพันธ์”
นิมิตร เล่าต่อไปว่า ช่วงแรกของการเปิดบริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง ตอนนั้นมีลูกน้องเพียง 5-6 คนเท่านั้น เนื่องจากเป็นบริษัทเพิ่งเปิดใหม่ งานส่วนใหญ่จะทำเองทั้งหมด ซึ่งปีแรกของการเปิดบริษัทมีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเพียง 2 รายเท่านั้น ลูกค้ารายแรก คือ ไอบีเอ็ม เป็นงานของนายเก่า ที่ได้รับงานนี้มาเพราะไม่มีคนทำได้ เนื่องจากเป็นงานใหญ่เกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมการบิน จะมีผู้มาเข้าร่วมประชุมประมาณ 200 คน ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่มาก ตอนนั้นทำอยู่ 2 เดือน ได้กำไรมา 3 ล้านบาท
“ช่วงแรกของการทำงานประชา สัมพันธ์ ผมไม่เคยเจอปัญหาหรืออุปสรรคอะไรเลย เพราะผมโฟกัสในสิ่งที่ผมถนัด แม้ว่าพื้นเพของผมจะมาจากสายเทคโนโลยีและสายไอที เนื่องจากผมจบด้านวิทยาศาสตร์มา ซึ่งช่วงแรกของการทำงานประชา สัมพันธ์ ผมก็มุ่งเน้นโฟกัสแต่กลุ่มลูกค้าด้านเทคโนโลยี เพราะทุกคนเป็นเพื่อนเป็นลูกน้องผมหมด ทุกคนมาใช้บริการของผม ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในช่วงแรกจะเป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นหลัก”
ตลอดระยะเวลา 27 ปี การทำงานภายใต้บริษัท 124 คอมมิว นิเคชั่นส คอนซัลติ้ง นิมิตร เล่าว่า ไม่มีอุปสรรคอะไรมาขัดขวางการทำงาน มีเพียงปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ เท่านั้น แม้ว่าจะประสบกับปัญหาทางด้านการเมือง ทำให้การทำธุรกิจสะดุดไปบ้าง แต่ท่ามกลางวิกฤต นิมิตรบอกว่าย่อมมีโอกาส
สำหรับปัญหาแรกที่นิมิตรเจอหลังจากโดดเข้ามาทำธุรกิจประชาสัมพันธ์อย่างเต็มตัว คือการปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2534 เมื่อเจอปัญหา นิมิตรบอกว่าถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องรักษาเนื้อรักษาตัว พร้อมกับสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานและลูกค้า เพื่อไม่ให้ทุกคนเกิดความตกใจจากปัญหาที่เกิดขึ้น
“ช่วงที่เกิดปฏิวัติ พล.อ.ชาติชาย ตอนนั้นผมก็ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา นะ พร้อมกับบอกลูกค้าว่ามันคือโอกาส คือช่วงเวลาแห่งการรักษาเนื้อรักษาตัว หลังจากเจอปัญหาปฏิวัติ ต่อมาก็เจอปัญหาสงครามคูเวต เจอปัญหาไอเอ็มเอฟ ทักษิณชินวัตร โดนปฏิวัติ และล่าสุดก็การรัฐประหารสมัยอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งทุกครั้งที่เจอปัญหาเราต้องรับสภาพ ต้องปรับตัวเอง เพราะทุกคนโดนเหมือนกันหมด”
นิมิตร กล่าวว่า หลังจากผ่านวิกฤตต่างๆ มามากมาย ไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย โดยเฉพาะช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผ่านความตายมาแล้ว เพราะเป็นอัมพฤกษ์ พูดไม่ได้ หุบปากไม่ได้ น้ำลายไหล ตาตกไปข้างหนึ่ง แก้มห้อย พอฟื้นก็ไปโรงพยาบาลอีก ซึ่งเมื่อ 5 เดือนที่ผ่านมาก็เจอปัญหาเลือดคั่งในสมองสองข้าง ต้องเจาะหัวเอาเลือดออก หลังจากรักษาสุขภาพให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง นิมิตรบอกว่า ไม่รู้สึกกลัวอะไรแล้ว
“ตอนนี้ผมไม่รู้สึกห่วงอะไรแล้ว เพราะผมมีทีมงานที่จะคอยดูแลผลประโยชน์ของบริษัท ขณะที่เมื่อ 10 ปีก่อน รู้สึกเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะช่วงที่ลูกยังเรียนหนังสืออยู่ เพราะถ้าเป็นอะไรไปลูกและบริษัทก็ต้องลำบากอย่างแน่นอน ผมคิดแล้วก็นั่งร้องไห้เลย”
หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามากมาย นิมิตร บอกว่า ทุกวันนี้ทำงานน้อยลง เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00-14.00 น. จากเดิมทำงานทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น. เนื่องจากเป็นคนไม่ชอบเที่ยวสถานบันเทิง แต่ชอบเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติต่างๆ ไปดูป่าดูเขา เที่ยวต่างประเทศ และช่วงที่ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ นิมิตรก็จะถือโอกาสไปดูงานด้วยในตัว เนื่องจากทุกวันนี้เทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้สามารถทำงานที่ไหน
ก็ได้
“ช่วงแรกที่ทำธุรกิจ เราเป็นรายเล็กเราต้องขยัน ผมเลยทำงานทุกวัน แต่ตอนนี้ผมสบายมาก ทำงานเหลือไม่กี่ชั่วโมง บางวันเข้า 10 โมง บางวันเข้าบ่าย 2 บางวันเข้ามาประชุม อย่างเดียว หรือใครจะให้ผมไปติดต่องานที่ไหนก็บอกมา การที่ผมทำงานน้อยลง เพราะอุปกรณ์การสื่อสารมันเอื้อกับการทำงาน ทำให้ไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ได้ ตอนนี้หลายคน
ก็ทำงานที่บ้าน เพราะเรามีไลน์กรุ๊ปคุยงานกันตลอดเวลา”
เมื่อถามถึงอนาคตของบริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง นิมิตร บอกว่า น่าจะเป็นบริษัทที่อยู่ในใจของลูกค้าและเป็นบริษัทที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจที่จะเข้ามาร่วมงานด้วย ซึ่งตอนนี้ก็ยังหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาร่วมงานด้วยอย่างต่อเนื่อง เพราะตอนนี้โลกมันเปลี่ยน จึงต้องเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งการจะรับคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทำงาน นิมิตร บอกว่าไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว แต่ต้องให้ทีมงานช่วยตัดสินด้วย เพราะถ้ารับมาแล้วเป็นตัวถ่วงทางทีมก็ไม่ยอมให้เข้ามาร่วมงาน
นอกจากจะเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานแล้ว นิมิตรยังเปิดโอกาสให้พันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมงานอีกด้วย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ซึ่งในส่วนของพันธมิตรที่จะเข้ามาร่วมงานจะต้องช่วยพาให้ธุรกิจเดินต่อไปข้างหน้า แต่ถ้าจับมือกันแล้วแย่ลง นิมิตร บอกว่า ก็ไม่เอา
“ผมเป็นคนที่ไม่มีสูตรความสำเร็จในการทำงาน ผมมองทุกอย่างเป็นโอกาส ถ้าลูกค้าเปิดโอกาสให้เราทำเราก็ทำ และทำให้ดีเกินกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้ เมื่อมีลูกค้ามาให้งานผม ก็จะบอกกับลูกค้าว่า ผมทำได้ครับ ผมลองได้ครับ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็ถือว่าได้ลองแล้ว อาจเป็นเพราะเรามีแนวคิดในการทำงานแบบนี้ ลูกค้าเลยมั่นใจและซื้องานเรา”
นิมิตร เล่าต่อว่า ด้วยความที่เราเป็นบริษัทประชาสัมพันธ์คนไทย ทำให้เรามีเพื่อนเยอะ มีคนรู้จักเยอะ และรู้วิธีการว่าจะทำงานอย่างไรให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าและประสบความสำเร็จ
“การที่เราเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ผมเองก็เคยหมุนเงินไม่ทัน ซึ่งถ้าเป็นประเทศอื่น เอสเอ็มอี สบาย แต่ประเทศไทยต้องเอาบ้านมาค้ำ เอาโฉนดที่ดินมาค้ำ ดังนั้นการทำธุรกิจประชาสัมพันธ์ต้องมีเงินทุนระยะยาว”
แม้ว่าปีนี้ นิมิตรจะย่างก้าวเข้าสู่วัย 70 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคิดว่าจะรีไทร์ตัวเองออกจากธุรกิจ เนื่องจากยังมีความสุขและสนุกกับการทำงานทุกวัน ตอนแรกที่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย นิมิตรบอกว่ามีความคิดที่จะรีไทร์ตัวเอง แต่สำหรับตอนนี้ไม่แล้ว ถ้าจะรีไทร์...อีก 30 ปี จะบอก







