
โรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป พาประเทศพ้นรัตติกาล
ก้าวสู่ระยะที่สองตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ก้าวสู่ระยะที่สองตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองแล้วเสร็จไปกว่า 90% เส้นทางการ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” ยังขมุกขมัวจับต้องได้ยาก จนหลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงว่า “รัฐประหาร” ครั้งนี้จะเสียของหรือไม่ กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่นานก่อนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2560
สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ มองสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ว่าเป็นห่วงกับการให้ความสนใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโครงสร้างทางอำนาจของแผ่นดิน ในรูปของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จนอาจไม่ให้ความสำคัญพอกับปัญหาระยะยาวของประเทศ ทั้งที่เป็นปัญหาที่พูดมาก่อนการรัฐประหาร
ที่สำคัญปัญหาระยะยาวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม นำไปสู่การเผชิญหน้า ทั้งเรื่องความไม่เท่าเทียมในสังคม และสะท้อนออกมาในรูปของ “ภูมิภาค” กับ “กรุงเทพฯ” มีคนออกมาบนถนนเป็นแสน เป็นล้านคน เป็นเวลาต่อเนื่องจนทำให้ประเทศสูญเสียทิศทาง สูญเสียความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ และสูญเสียความสามารถที่จะแข่งขัน
“ผมอยู่อาเซียนมา 5 ปี ทำงานกับนายกฯ ไทย 5 คน ทำให้เรื่องระยะยาว กระบวนการตัดสินใจ นโยบายที่จะเข้าร่วมเตรียมตัวแข่งขันกับคนอื่น ในกรอบประชาคม ไม่ได้คิดได้ทำ ไม่ได้ให้ความสนใจต่อเนื่องเพราะรัฐบาลไม่ต่อเนื่อง คนมีอำนาจตัดสินใจไม่ต่อเนื่อง นโยบายไม่ต่อเนื่อง บุคลากรส่วนใหญ่มาจากระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะคิดอะไรยาวได้
...ผมเคยพูดออกมาค่อนข้างตรงไปตรงมาว่า วันนี้วิ่งได้ซีแปด พรุ่งนี้ก็วิ่งขอซีเก้า โดยไม่มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเต็มความรู้ความสามารถแบบที่เรียกว่ามืออาชีพ ให้สมกับตำแหน่งงานที่เพิ่งได้มา มันจึงเป็นระบบราชการที่ไม่สามารถดูแลผลประโยชน์ของประเทศ ในเวทีที่กว้างขึ้นต้องแข่งขันกับคนอื่นที่เขาต่อเนื่อง มีความรู้สามารถประสบการณ์ในประเด็นต่างๆ”
สุรินทร์ เปรียบเทียบว่า ความไม่ต่อเนื่องทำให้เราไม่สามารถเลี้ยงลูกไปยิงจนเข้าประตูได้ เราไปล้มกลางทาง เราไปเปลี่ยนคนกลางทาง ไม่มีกำลังวิ่งต่อ เพราะมันเป็นเส้นสายที่ส่งลงไปเอาลูกหลานลงมาเล่น ไม่ใช่มืออาชีพไม่มีทางสู้เขาได้ แต่บนเวทีภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศเวลานี้ มืออาชีพมาเล่นอย่างต่อเนื่อง และเขาซ้อมมาอย่างโชกโชน
สุรินทร์ อธิบายว่า การที่เราให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไปจนลืมปัญหาระยะยาวของประเทศ เช่น ระบบบราชการ ทั้งการรวมศูนย์และระบบอุปถัมภ์จนอึดอัดหายใจไม่ออก เรื่องการศึกษา การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม คอร์รัปชั่นซึ่งก็มาจากระบบอุปถัมภ์ มาจากระบบการเล่นพรรคเล่นพวก มาจากกระบวนการ
ไม่โปร่งใส
อย่างไรก็ตาม ถ้าตัวบุคคลผู้กำหนดนโยบาย และตัวผู้ปฏิบัติเป็นบุคคลเดียวกันจะนำไปสู่คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย เพราะคิดแต่นโยบายที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่านโยบายที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการแข่งขัน
“ผมคิดว่าการแก้ปัญหาระยะยาวดูเหมือนจะถูกแช่แข็งในขณะนี้ ที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ทำให้ประชาชนให้โอกาสจนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเกิดการปฏิรูป ถ้าหากทำไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้ก็จะกลับมาอีก แถมปัญหาเหล่านี้จะสะสมต่อไปจนหมักหมมและแก้ยากยิ่งขึ้น”
หนึ่งในปัญหาใหญ่คือเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เป็นปัญหารุนแรงที่นำไปสู่ความขัดแย้ง จากข้อมูลพบว่า คนไทย 10 ล้านคน ยังอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน คือคนที่รายได้ต่อหัวต่อวันต่ำกว่า 2 เหรียญหสรัฐ หรือประมาณ 70 บาท ยังไม่รวมกับคนที่มีรายได้ 3-4 เหรียญหสรัฐ ใกล้เส้นความยากจนอีก 14-15 ล้านคน จากทั้งหมด 70 ล้านคน
ขณะที่ในการถือครองทรัพย์สินต่างๆ มีข้อมูลที่น่ากลัวคือ 80% ของที่ดินถือครองโดยคน 20% ขณะที่คน 20% ต่ำสุดถือครองที่ดินเพียง 0.3% เพราะฉะนั้นที่ดินอีกประมาณ 19% แย่งกันอยู่ตรงกลางคือ 60% ที่เหลืออีกด้านหนึ่ง คน 20% เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติ 13 ล้านล้านบาท 51% ขณะที่คนจนสุด 20% เป็นเจ้าของแค่ 4% อีก 60% แย่งส่วนตรงกลางคือ 45% ส่วนคนมีบัญชีเกิน 10 ล้านบาท มี 1.11 แสนบัญชี แค่ 0.01% ของบัญชีธนาคารทั้งหมด แต่ว่าคิดเป็นเงิน 49% ของเงินฝากทั้งหมด







