posttoday
ตลาดทุนโลกระส่ำ กดดันเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย

ตลาดทุนโลกระส่ำ กดดันเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย

22 มกราคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ตลาดหุ้นทั่วทั้งโลกกำลังทยอยเข้าสู่ภาวะตลาดหมีกันไปตามๆ กัน หลังจากที่ผันผวนอย่างหนักไม่หยุดนับตั้งแต่เปิดทำการวันแรกของปี 2016 หรือเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ติดต่อกันมาแล้ว

ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต เป็นหุ้นใหญ่ฝั่งเอเชียรายแรกที่ดิ่งลงติดต่อกันรวมแล้ว 20% โดยดิ่งลงอย่างหนักนับตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.เป็นต้นมา เนื่องจากปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจจีน ทั้งความกังวลในภาคเศรษฐกิจจริง และความวิตกว่าฟองสบู่สินทรัพย์และตลาดหุ้นจะแตกแรง เนื่องจากทุนไหลออกอย่างหนักต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2015 ที่ผ่านมา

ฟากดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียว เป็นตลาดรายต่อไปที่เข้าสู่ภาวะหมีจำศีลในเชิงเทคนิคตามมาติดๆ เนื่องจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะราคาน้ำมันที่ดิ่งลงแรง และมีดัชนีเอ็มเอสซีไอ ตลาดเอเชียแปซิฟิก ร่วงแตะ 20% ตามมาติดๆ ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดฮ่องกง ก็ย่ำแย่และปรับตัวลงแรงอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ เนื่องจากมีกระแสข่าวลือว่าทางการฮ่องกงจะยกเลิกการตรึงค่าเงินของตัวเองกับเงินเหรียญสหรัฐ

ที่น่าสนใจ ก็คือ ภาวะผันผวนในตลาดทุนครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐปี 2008 ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่ฝั่งเอเชีย บนความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนเป็นหลักเท่านั้น แต่ยังลุกลามแรงและต่อเนื่องไปยังตลาดหุ้นทั้งในฝั่งยุโรปจนถึงสหรัฐ ที่กำลังเริ่มใกล้เข้าสู่ปากเหวของภาวะตลาดหมีตามมาเช่นกัน

ภาวะระส่ำระสายในตลาดทุนทั่วโลกครั้งนี้ กำลังเป็นแรงกดดันอย่างหนักไปยังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อาจส่งผลต่อการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งในปีนี้ ให้ล่าช้าออกไปจากที่เคยคาดการณ์กันเอาไว้ด้วย

ก่อนหน้านี้ การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ในเดือน ธ.ค. 2015 ที่นำโดย เจเน็ต เยลเลน ผุู้ว่าการเฟด ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ที่ 0.25% พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยรวมอีก 4 ครั้ง ไปอยู่ที่ระหว่าง 1.25-1.5% ภายในปี 2016 นี้

แน่นอนว่าผลการพิจารณาของเฟด ย่อมอยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์ที่ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าจะทำให้เกิดภาวะทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกอย่างหนักในปีนี้

อย่างไรก็ดี เฟดอาจคาดไม่ถึงว่าจะเจอแรงกดดันของตลาดทุนที่พร้อมใจกันออกฤทธิ์ทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐเอง ที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจดีกว่าใคร และมีความแข็งแกร่งมากกว่าหลายประเทศ หลังฟื้นจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อเกือบ 8 ปีก่อนมาได้ แต่กลับกลายเป็นว่าปัจจัยราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงหนัก กำลังเป็นหัวใจสำคัญที่กดดันตลาดทุนสหรัฐในขณะนี้

เฉพาะแค่ 10 วันทำการแรกของปีนี้ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ร่วงไปกว่า 250 จุด เอสแอนด์พี 500 ดิ่งลง 8% และแนสแด็ก คอมโพสิต ร่วงลง 10% และเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ตลาดยังประสบกับภาวะผันผวนหนักที่สุด ดาวโจนส์ดิ่งไปมากกว่า 500 จุด ระหว่างการซื้อขาย ก่อนจะรีบาวด์ขึ้นมาปิดลบไปเกือบ 250 จุด จนมีผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์บางรายถึงกับเชื่อว่าอาจจำเป็นต้องใช้มาร์จิ้นคอลล์ เพื่อจำกัดความเสียหายของนักลงทุน

โมอัมเหม็ด เอล อีเรียน หัวหน้าที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของบริษัท อลิอันซ์ ให้มุมมองกับรอยเตอร์สว่า ความผันผวนในตลาดการเงินช่วงนี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของเฟด ที่อาจจะ “ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย” ในการประชุมนัดแรกของปี ปลายเดือนนี้ โดยคาดว่าจะเลื่อนออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อน

ความเห็นจากทางอลิอันซ์ กำลังเป็นแนวทางหลักที่ตลาดส่วนใหญ่ในขณะนี้มองไปในทิศทางเดียวกันว่า จะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเฟดได้ไม่มากก็น้อย โดยในตลาดเฟดฟันด์เรทนั้นนักลงทุนมีการเก็งกันว่ามีโอกาสเพียง 0.74% ที่เฟดจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ครบ 4 ครั้ง ตามเป้าหมายในปีนี้

ทั้งนี้ เพราะนอกจากแรงกดดันในตลาดหุ้นแล้ว ก็ยังมีปัจจัยอีกหลายตัวที่เฟดสามารถใช้อ้างเพื่อชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีกได้ เช่น การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐในเดือน ธ.ค. 2015 ซึ่งอยู่ที่ 0.1% ไม่กระเตื้องขึ้นจากระดับในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขการสร้างบ้านใหม่ในปีที่แล้ว ก็ลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1.15 ล้านหลังเท่านั้น

ปัจจัยราคาน้ำมันที่ดิ่งลงอย่างหนัก นอกจากจะกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อแล้ว ก็ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานและตลาดหุ้นสหรัฐอย่างหนักเช่นกัน ซึ่งเป็นที่คาดกันว่าในปี 2016 นี้ จะมีบริษัทในภาคพลังงานทยอยพบกับภาวะผิดนัดชำระหนี้ (Default) กันมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ยังไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีนักลงทุนรายใหญ่บางรายในสหรัฐ มองข้ามช็อตไปถึงขั้นที่ว่า แทนที่จะตรึงนโยบายการเงิน เฟดอาจจะต้องยอมผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องไปอีกปี เช่นเดียวกับที่มองไปยังธนาคารกลางรายอื่นๆ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่อาจจะต้องกลับมาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกเร็วกว่าที่คาด  

เอ็ด ยาร์เดนี หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของยาร์เดนี รีเสิร์ช เชื่อว่า เฟดจะไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ครบ 4 ครั้ง ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ลดการตรึงมาตรการดอกเบี้ยเหลือเพียง 1 ครั้ง ในปีนี้

แม้แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ออกมากดดันต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จนล่าสุดในที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิกฟอรั่ม ย้ำว่า เฟดยังไม่ควรรีบขึ้นดอกเบี้ย เพราะจะยิ่งซ้ำเติมภาวะเสี่ยงให้เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ให้เลวร้ายลงไปอีก

ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ เชื่อว่า เฟดจะชะลอการพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้าออกไป และค่อยพิจารณาปรับขึ้นในการประชุมเดือน มี.ค.ที่จะถึงนี้แทนเป็นอย่างเร็วที่สุด

เพราะปัจจัยลบที่รุมเร้าในแต่ละด้าน อาจทำให้เฟดไม่สามารถขยับตัวได้มากนัก อย่างน้อยก็ในช่วงต้นปีที่ผันผวนอย่างหนักเป็นพิเศษแบบนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท