
เกาะติด ‘ยางงามโมเดล’ ผลกระทบอาชญาบัตรพิเศษเหมืองทอง
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
กรณีเจ้าหน้าที่ป่าไม้พร้อมเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายของ จ.เพชรบูรณ์ เข้าตรวจยึดอุปกรณ์การขุดเจาะสำรวจแร่ของ บริษัท สยามคอปเปอร์ รีซอร์สเซส บริเวณหลุมเจาะหมู่ 2 ต.ยางงาม อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ พร้อมแจ้งความให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าสองข้างทางถนนชัยวิบูลย์ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2848 จากนั้นยังขยายผลจับกุมเพิ่มเติมอีกคดีไปที่หลุมเจาะแรกที่บริเวณหมู่ 9 บ้านคลองยาง ต.หนองไผ่ เป็นปมร้อนที่ถูกจับตามอง
น่าจับตาเพราะเป็นการออกอาชญาบัตรพิเศษของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ในช่วงกลางปี 2557 หลังจากค้างคามากว่า 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 อีกทั้งก่อนหน้าการออกอาชญาบัตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ทำหนังสือขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมทบทวนการให้อาชญาบัตร 8 ราย รวม 66 แปลง ใน จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ สตูล พื้นที่กว่า 4 แสนไร่ เนื่องจากมีข้อร้องเรียนเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ที่ดิน
แต่อาชญาบัตรพิเศษครั้งนั้นก็ออกมาได้ โดยมีผู้ได้รับกว่า 100 ราย
ก่อนเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่เข้าจับกุมในครั้งนี้ มีการร้องเรียนจากชาวบ้าน 2 ตำบล ใน อ.หนองไผ่ ได้แก่ ต.ยางงาม และ ต.หนองไผ่ หลังทราบข้อมูลว่าพื้นที่ใน 2 ตำบลดังกล่าวมีชื่ออยู่ในอาชญาบัตรพิเศษการสำรวจแร่ และเริ่มมีการเจาะสำรวจในหลุมแรกที่หมู่ 9 บ้านคลองยาง จากนั้นจึงเริ่มมีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวคัดค้าน พร้อมรณรงค์ให้ความรู้ถึงผลกระทบหลังการมีเหมืองแร่ผุดขึ้นในชุมชน โดยมีการหยิบยกกรณีเหมืองทองที่ จ.พิจิตร มาเป็นบทเรียน
นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้พบเงื่อนงำผิดปกติ เพราบริษัทที่เข้าสำรวจอ้างถึงความชอบธรรมจากอาชญาบัตรพิเศษ ไม่เพียงจะไม่รับฟังเสียงของชาวบ้านและชุมชนแล้ว ยังมีนักการเมืองและข้าราชการในท้องถิ่นบางรายยังช่วยเอื้อประโยชน์ จนสร้างความกังขาให้แก่ชาวบ้าน จึงมีการทำหนังสือร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เพื่อให้ทำการตรวจสอบการขุดเจาะสำรวจดังกล่าว
กระทั่งเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา สุกิจ รัตนวิบูลย์ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เพชรบูรณ์พร้อมหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เชิญบริษัทมาชี้แจงแผนดำเนินงานขุดเจาะสำรวจแร่ให้ประชาชนและผู้นำในชุมชนได้รับฟังพร้อมตรวจสอบ ซึ่งผลปรากฏว่าตัวแทนบริษัทนอกจากจะไม่สามารถสร้างความกระจ่างให้แก่ชาวบ้านได้แล้ว ยังไม่สามารถแสดงเอกสารได้อีก ทสจ.เพชรบูรณ์ จึงแจ้งให้ตัวแทนบริษัทหยุดดำเนินการขุดเจาะ พร้อมนัดให้มาชี้แจงแผนงานขุดเจาะในวันที่ 12 ม.ค. ที่ อบต.ยางงาม
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 6 ม.ค. คณะเจ้าหน้าที่ป่าไม้พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง โดย มานพ สายอุ่นใจ ผู้อำนวยการ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 พิษณุโลก ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบที่หลุมเจาะสำรวจแร่บริเวณหมู่ 2 ต.ยางงาม โดยมี นักธรณีวิทยาประจำบริษัท ได้นำสำเนาเอกสาร น.ส.3 มาแสดง แต่เมื่อมีการตรวจสอบและยังมีทายาทเจ้าของที่ดินตาม น.ส.3 ดังกล่าวมาชี้แนวเขตพบว่าเป็นคนละแปลง
นอกจากนี้ พื้นที่บริเวณหลุมเจาะเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสองข้างทางสายชัยวิบูลย์ และไม่อยู่ในแปลงที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจัดสรรให้กับราษฎร จึงทำการตรวจยึดอุปกรณ์และรถขุดเจาะเป็นของกลางรวม 36 รายการ พร้อมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.นาเฉลียง ให้ดำเนินคดีกับทางบริษัทในข้อหาบุกรุกป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ต่อมาเจ้าหน้าที่ขยายผลการตรวจสอบไปยังพื้นที่หลุมเจาะสำรวจแรกบริเวณหมู่ 9 บ้านคลองยาง ต.หนองไผ่ และพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่เขตป่า จึงแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษด้วยฐานความผิดเดียวกันเพิ่มเติมอีกคดี
หลังจากนั้นในวันที่ 12 ม.ค. ทสจ.เพชรบูรณ์ ได้นำตัวแทนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ป่าไม้ ทหาร ฝ่ายปกครองและสำนักปฏิรูปที่ดินจังหวัด เปิดเวทีชี้แจงขบวนการอนุญาตสำรวจแร่ของทางราชการที่หอประชุม อบต.ยางงาม อ.หนองไผ่ โดยมีชาวบ้านใน ต.นาเฉลียง และ ต.ยางงาม จำนวนกว่า 300 คนเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น ในขณะที่ทางบริษัทส่งหนังสือขอเลื่อนการชี้แจงออกไป 30 วันโดยอ้างเอกสารไม่พร้อม
ทั้งนี้ เนตร กัญยะมาสา ตัวแทนอุตสาหกรรมจังหวัดกล่าวชี้แจงถึงขั้นตอนการออกอาชญาบัตรและผลตอบแทนที่รัฐจะได้รับ นอกจากนี้ยังแจ้งด้วยว่า บริษัท สยามฯ ได้ขอเวนคืนอาชญาบัตรจำนวน 12 แปลงทำให้เหลือเพียง 15 แปลง ส่วนกรณีป่าไม้แจ้งดำเนินคดีกับบริษัทในข้อหาบุกรุกป่า หากคดีถึงที่สุดและการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายป่าไม้ ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ ฐานไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการอนุญาตตามมาตรา 33 วรรค 6 ปรับไม่เกิน 2,000 บาท และรัฐมนตรีมีอำนาจเพิกถอนอาชญาบัตรนั้นเสียได้
ด้าน ทสจ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า บริษัทได้รับอาชญาบัตรพิเศษจึงเป็นสิทธิที่จะดำเนินการได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและเงื่อนไขการขออนุญาตอาชญาบัตรสำรวจ
ในขณะที่ชาวบ้านต่างผลัดเปลี่ยนกันแสดงความเห็น ไม่เพียงคัดค้านแต่ยังชี้ด้วยว่าขาดขบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นอกจากนี้ยังโจมตีกระทรวงอุตสาหกรรมที่ไม่เคยให้ข้อมูลหรือให้ความรู้แก่ชุมชน กระทั่งเกิดปัญหาจึงค่อยลงมาดู หากชาวบ้านและชุมชนไม่ตื่นตัวและเพิกเฉย อาจต้องประสบกับชะตากรรมเหมือนปัญหาเหมืองทองใน จ.พิจิตร
อย่างไรก็ตาม บริษัท สยามฯ ยังคงมีอาชญาบัตรพิเศษสำรวจอีกจำนวน 15 แปลง จึงต้องจับตาความร้อนแรงของสถานการณ์ในพื้นที่ต่อไป







