posttoday
จับตา‘เวียดนาม’ขาขึ้น ทีพีพีดันลงทุนพุ่ง

จับตา‘เวียดนาม’ขาขึ้น ทีพีพีดันลงทุนพุ่ง

21 มกราคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ในขณะที่จีนเพิ่งเผชิญกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ซบเซาที่สุดในรอบ 25 ปี บราซิลคาดว่าจะเผชิญตัวเลขจีดีพีติดลบ 3.5% ในปีนี้ และรัสเซียยังคงเผชิญวิกฤตราคาพลังงานที่บั่นทอนทั้งค่าเงินรูเบิ้ลและรายได้ของประเทศ ทว่า “เวียดนาม” กลับเป็นประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เพียงไม่กี่ประเทศที่สามารถทำผลงานได้ดีเกินคาด สวนทางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ลุ่มๆ ดอนๆ

จากข้อมูลของรัฐบาลกรุงฮานอย ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของเวียดนามในปี 2015 ขยายตัวได้ถึง 6.68% หรือมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 6.2% ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าตัวเลขเฉพาะไตรมาส 4 นั้น ขยายตัวได้ถึง 7% แซงไตรมาสก่อนหน้าที่เติบโต 6.87% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคต่ออนาคตของเวียดนาม ที่คาดว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

ในบรรดาตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดีเกินคาดในปีที่แล้ว เป็นตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 17.4% หรือทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.26 แสนล้านบาท) ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนก็เพิ่มขึ้นถึง 9.3% เช่นกัน

ความต้องการในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น บวกกับเงินลงทุนที่หลั่งไหลมาจากต่างประเทศ จึงนับเป็นวัคซีนชั้นดีที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ประเทศผู้ส่งออกอย่างเวียดนามสามารถรอดพ้นจากภาวะทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และวิกฤตการณ์ภาคการส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจจีน ซึ่งหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ และไทย กำลังเผชิญอยู่ได้

แน่นอนว่าปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจและเพิ่มความเชื่อมั่นต่ออนาคตของเวียดนามไม่ใช่สูตรเดิมๆ ของการลดค่าเงินเพื่อสนับสนุนภาคการส่งออก หรืออัดฉีดนโยบายการคลังทุ่มการลงทุนของภาครัฐเหมือนในหลายประเทศ แต่เวียดนามเลือกเดิมพันยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศด้วยการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี)   

ข้อตกลงทีพีพีที่นำโดยสหรัฐนับว่าเป็นข้อตกลงที่ต้องใช้การเดิมพันสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากเป็นการใช้มาตรฐานการค้าตามแบบฉบับของประเทศพัฒนาแล้ว ที่เน้นการปกป้องผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติรายใหญ่อย่างเต็มที่ และกดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องปรับปรุงและยกระดับมาตรฐานหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่ครอบคลุมและส่งผลกระทบในหลายด้านตามมา เช่น ภาคแรงงานในประเทศ

ทว่าในขณะเดียวกัน สิ่งที่จะได้รับกลับมาในรูปแบบของตัวเงินและจีดีพีก็เรียกได้ว่าคุ้มค่าไม่น้อย โดยเฉพาะเวียดนามที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากข้อตกลงทีพีพี

จากผลการศึกษาของสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ บ่งชี้ว่า เวียดนามจะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในบรรดา 12 ชาติภาคีสมาชิกของทีพีพี โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มจีดีพีให้ได้ถึง 10% ภายในปี 2030 มากกว่ามาเลเซีย ที่จะได้จีดีพีเพิ่มราว 8% และบรูไน 5%

ขณะที่การส่งออกจะขยายตัวเพิ่มอีกถึง 30.1% ภายในปีเดียวกัน มากกว่าญี่ปุ่นที่ 23.2% และมากกว่ามาเลเซียที่ 20.1% โดยประโยชน์ที่ได้นี้นำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่สามารถเข้าไปเจาะตลาดสหรัฐได้เป็นครั้งแรก รวมไปถึงตลาดขนาดใหญ่ประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม
ทีพีพีด้วย

ตรินห์ เหวียน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านตลาดเกิดใหม่เอเชียจากธนาคารนาติซิส ฝรั่งเศส ให้มุมมองกับบลูมเบิร์ก ว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่ยังคงซบเซา การบริโภคภายในประเทศจึงถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญมาก และขณะนี้ชาวเวียดนามต่างก็มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมต่ออนาคตของประเทศ ดังนั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมมองระดับภูมิภาคหรือระดับโลกเศรษฐกิจเวียดนามก็ถือว่าดีเกินคาด     

นอกจากปัจจัยบวกจากเรื่องทีพีพีแล้ว การเมืองแบบรัฐบาลพรรคเดียวของเวียดนามก็มีส่วนช่วยอย่างมาก ทั้งการตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างๆ ที่รวดเร็ว และช่วยทิศทางนโยบายต่างๆ มีความต่อเนื่อง เช่น การที่ธนาคารกลางเวียดนามดำเนินนโยบายลดค่าเงินด่องลงอย่างต่อเนื่องหลายครั้งในปี 2015 ซึ่งช่วยหนุนภาคการส่งออกให้ขยายตัวได้ 8% โดยเป็นส่วนการส่งออกจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในเวียดนามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเพื่อเฟ้นหาเลขาธิการพรรคคนใหม่ที่จะขึ้นเป็นผู้นำประเทศคนต่อไป และร่วมกันกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี (แผน 5 ปี) คาดว่าจะสามารถกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์และแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เช่น การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ที่คาดว่าจะยังคงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญสำหรับการผลักดันเศรษฐกิจประเทศต่อไป

แนวโน้มที่เวียดนามจะได้อานิสงส์จากข้อตกลงทีพีพี ที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทขนาดใหญ่ บวกกับการที่ต่างชาติมองหาฐานการผลิตใหม่แทนจีนที่กำลังแพงขึ้น และปัจจัยรัฐบาลกรุงฮานอยที่มีเสถียรภาพ จึงส่งผลให้เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในภูมิภาค ที่สามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนขนาดใหญ่ให้โยกย้ายเข้าไปตั้งฐานการผลิตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ในบรรดาบริษัทที่ตัดสินใจเข้าไปลงทุนในเวียดนาม คิดเป็นกลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐถึงราว 57% อาทิ ไนกี้ ไมโครซอฟท์ และอินเทล ซึ่งโยกย้ายหรือกระจายการผลิตจากจีนไปสู่เวียดนาม ส่งผลให้สหรัฐเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดอันดับ 7 ในขณะนี้ ท่ามกลางแนวโน้มที่จะขยายตัวขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องในปี 2016 บนการคาดการณ์ว่ารัฐบาลพรรคเดียวของเวียดนามจะสามารถให้สัตยาบันต่อข้อตกลงทีพีพีได้อย่างราบรื่น

หากไม่มีมรสุมใหญ่แบบเหนือความคาดหมาย และสามารถเดินหน้าแก้ปัญหาภาครัฐวิสาหกิจ และปัญหาต่างๆ ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมได้ เวียดนามก็น่าจะผงาดขึ้นเป็นเสือตัวใหม่ในยุคการค้าเสรีใหม่ได้ไม่ยากเกินไปนัก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท