
แผ่นดินไหวทางการเมือง
วันที่ 21 ก.ย. 1999 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในไต้หวัน ที่ทำความเสียหายมากมาย และมีคนตายกว่า 2,400 คน
วันที่ 21 ก.ย. 1999 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในไต้หวัน ที่ทำความเสียหายมากมาย และมีคนตายกว่า 2,400 คน
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง เป็นแผ่นดินไหวทางการเมือง ไม่มีใครตาย แต่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของไต้หวันไปอีกนาน นอกจากนี้ แรงสั่นสะเทือนยังรู้สึกได้กว้างไกลไปถึงรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์จีนในใจกลางกรุงปักกิ่ง
พรรคฝ่ายค้าน คือพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า หรือดีพีพี ชนะการเลือตั้งประธานาธิบดีแบบถล่มทลาย โดย ไช่อิงเหวิน ได้คะแนน 56.1% ในขณะที่ อิริค ชู ผู้สมัครพรรคก๊กมินตั๋ง หรือเคเอ็มที ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้เพียง 31.0%
ไช่ จะเป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ที่มาจากพรรคดีพีพี คนแรกคือ เฉินสุ่ยเปียน ระหว่างปี 2000-2008 และจะเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของไต้หวัน
แต่ที่สำคัญ เธอได้รับฉันทามติท่วมท้นกว่าที่เฉินเคยได้รับเป็นอันมาก เพราะดีพีพีไม่เพียงชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเท่านั้น แต่ยังได้ครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ ซึ่งเลือกตั้งพร้อมกัน แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกด้วย กล่าวคือได้ 68 จากทั้งหมด 113 ที่นั่ง ในขณะที่เคเอ็มทีได้เพียง 35 ที่นั่ง นับเป็นครั้งแรกที่ดีพีพีได้เป็นพรรคเสียงข้างมากในสภา
นโยบายที่แตกต่างอย่างมีสาระสำคัญระหว่าง 2 พรรคแกนนำ คือนโยบายที่เกี่ยวกับจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเคเอ็มทีโน้มเอียงไปในทางยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ในขณะที่ดีพีพีปฏิเสธนโยบายจีนเดียวของปักกิ่ง และอยากเห็นไต้หวันเป็นเอกราชในที่สุด
ผมมีข้อสังเกตหลายประการที่อยากพูดถึงเกี่ยวกับการเลือกตั้งในไต้หวันครั้งนี้ ดังนี้
หนึ่ง ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งไต้หวันกำลังมีปัญหา อัตราว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนหนุ่มสาวขึ้นสูงกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ ทำให้ความนิยมในรัฐบาลเสื่อมลง
ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากให้รัฐบาลปัจจุบันของเราคำนึงถึงให้ดีเช่นกัน ทีมเศรษฐกิจชุดแรกเริ่มต้นด้วยการให้ความหวังกับประชาชนว่าจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ในเร็ววัน แต่ตลอดปีกว่าที่รับผิดชอบงานด้านนี้ นอกจากเศรษฐกิจจะไม่ฟื้นแล้ว ยังเกิดการถดถอยในบางด้าน นำไปสู่การปรับเปลี่ยนเอาทีมใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน แต่ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ก็คงต้องยอมรับกันว่ายังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่เป็นรูปธรรม
สอง เศรษฐกิจไต้หวันผูกพันกับจีนมากขึ้นเป็นลำดับ ล่าสุดส่งออกไปจีนสูงถึง 40% ของทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวจากจีนนำรายได้มาให้ปีละหลายล้านคน ประชาชนไต้หวันซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิม ไม่ได้อพยพตามเจียงไคเช็คมาจากแผ่นดินใหญ่ เกิดความระแวงว่าการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การรวมประเทศโดยปริยายในอนาคต แบบไร้แรงต่อต้าน
ในช่วงต้นปี 2014 นักศึกษานับร้อยคนบุกยึดรัฐสภาและสถานที่ราชการ ในการเคลื่อนไหวที่มีสัญลักษณ์เป็นดอกทานตะวัน เพื่อต่อต้านการบรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับจีน
แม้แต่การพบปะหารือร่วมกันในสิงคโปร์ระหว่าง 2 ผู้นำสูงสุดของจีนกับไต้หวัน ซึ่งเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนการเลือกตั้งไม่นาน และถือเป็นการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ แต่แทนที่ชาวไต้หวันจะรู้สึกปีติยินดี กลับเป็นกังวลมากขึ้น เห็นได้ชัดจากการที่ความดังของข่าวไม่ช่วยให้พรรครัฐบาลได้คะแนนนิยมมากขึ้นแต่ประการใด
สาม ต้องไม่ลืมว่าแม้ขนาดเศรษฐกิจของจีนจะใหญ่กว่าของไต้หวันเป็นอันมาก แต่รายได้ต่อหัวและระดับการพัฒนาของไต้หวันยังสูงกว่าจีนหลายเท่า การจะให้ชาวไต้หวันยอมรับการอยู่ใต้อาณัติหรือเป็นลูกไล่ของจีนจึงเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้คนไต้หวันยังระแวงว่าระบอบประชาธิปไตยแบบเปิดกว้างของไต้หวันจะถูกกระทบโดยระบอบคอมมิวนิสต์ของจีนซึ่งจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากกว่า
สี่ ไต้หวันสมัยเจียงไคเช็คใฝ่ฝันจะกลับไปครองอำนาจรัฐบนผืนแผ่นดินใหญ่ หลังสมัยเจียงไคเช็ค ชาวไต้หวันหันมายอมรับความจริงว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ส่วนหนึ่งเริ่มอยากเป็นอิสระจากแผ่นดินใหญ่และเป็นเอกราช แต่มาถึงจุดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจีนเริ่มเข้มแข็งและมีอำนาจต่อรองบนเวทีโลกมากขึ้น จีนยื่นคำขาดกับทุกประเทศที่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนไม่ให้ยอมรับเอกราชของไต้หวัน
ผมเชื่อว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ที่ผ่านมาไต้หวันประกาศเอกราชไม่ได้ เป็นเพราะสหรัฐไม่สนับสนุน ในขณะนั้นจีนกับสหรัฐยังมีสัมพันธ์อันดีต่อกัน สหรัฐจึงไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับเงื่อนไขที่ทำให้ไม่ต้องเผชิญหน้ากัน
ปัจจุบันเกิดความหมางเมินในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ จึงเกิดความชัดเจนน้อยลงว่าไต้หวันภายใต้การนำของไช่ จะเคลื่อนไหวในเรื่องเอกราชอย่างไร และสหรัฐจะใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับจีนอย่างไร
ห้า ไช่เริ่มต้นด้วยการยอมรับสถานะที่เป็นอยู่ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ที่เพิ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งใหม่เกือบทุกคน แต่ผมจะไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อยหากท่าทีของเธอจะแข็งกร้าวยิ่งขึ้นเป็นลำดับ จีนก็ดูเหมือนจะรู้ตัวดี จึงรีบออกมาขู่ไม่ให้ชาวไต้หวันเพ้อฝันเรื่องการเป็นเอกราช พร้อมประกาศว่าหากจำเป็นก็อาจจะใช้กำลัง
หก ในสถานการณ์ปัจจุบัน ไช่น่าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะนอกจากเธอจะได้ฉันทานุมัติท่วมท้นแล้ว จุดยืนของเธอยังเป็นการแสดงความเป็นชาตินิยม ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นในหลายประเทศว่าทำให้ได้ใจประชาชน ยิ่งเธอแสดงบทแข็ง คะแนนนิยมในตัวเธอจะยิ่งสูง
จีนอาจเลือกลงโทษไต้หวันด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ เช่นด้วยการนำเข้าจากไต้หวันน้อยลง และทำให้คนจีนมาเที่ยวไต้หวันน้อยลง แต่ผมเชื่อว่าวิธีนี้จะได้ผลจำกัด และอาจเข้าทางกลุ่มผู้สนับสนุนไช่ ที่ต้องการให้ไต้หวันลดการพึ่งพาจีนทางเศรษฐกิจ
ไช่มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนามยอกอก ที่ยากที่จีนจะเขี่ยออกได้โดยง่าย
ข้อสุดท้าย การขู่จะใช้กำลังเป็นเรื่องที่่พูดง่าย แต่ทำยาก การมีทะเลคั่นกลางทำให้การเคลื่อนกำลังเข้าไปโดยไม่ได้รับเชิญเป็นเรื่องที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะนอกจากไต้หวันจะมีเขี้ยวเล็บทางการทหารของตัวเองอยู่ไม่น้อยแล้ว ยังมีกองเรือที่ 6 ของสหรัฐคอยให้ความคุ้มครองอีกแรงหนึ่ง







