
งบกลางปี ตัวช่วยเศรษฐกิจไทย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด มีการเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอให้จัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2559 วงเงินจำนวน 5.6 หมื่นล้านบาท โดยจะมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.การทำงบเพิ่มเติมให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา 3 วาระรวดในเดือน ก.พ.นี้ และจะเริ่มเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นไป
เม็ดเงินงบประมาณเพิ่มเติม หรือที่ผ่านมาเรียกกันว่าการทำงบกลางปีเพิ่มเติม ถือว่ามาถูกที่ถูกเวลา เพราะจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกที่รัฐบาลเป็นห่วงว่าจะอ่อนแรงจนทำให้เศรษฐกิจชะงัก เพราะการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของเศรษฐกิจปีนี้ กว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้จริงยังต้องรอถึงครึ่งปีหลัง
ที่ผ่านมา รัฐบาลเป็นห่วงเศรษฐกิจครึ่งปีแรกอย่างมาก โดยเฉพาะเศรษฐกิจไตรมาส 2 เนื่องจากมาตรการกระตุ้นต่างๆ ที่ออกมาจะใช้เม็ดเงินหมดตั้งแต่ไตรมาสแรก ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนวงเงิน 1.36 แสนล้านบาท มาตรการเงินกู้ซอฟต์โลนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มเติม 5 หมื่นล้านบาท มาตรการสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำอีก 1 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น เศรษฐกิจกิจไตรมาส 2 ของปีนี้ จึงหมดแรงกระตุ้นและยังไม่มีเงินจากการลงทุนขนาดใหญ่ที่เร่งเบิกจ่ายได้ครึ่งปีหลัง ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ชะงัก ส่งผลทำให้เศรษฐกิจทั้งปีมีปัญหาขยายตัวได้ไม่ถึง 3.8% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้
แต่เมื่อมีงบกลางปีเพิ่มเติม เป็นตัวช่วยเศรษฐกิจปลายไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ปีนี้ ทำให้รัฐบาลเบาตัวไปได้ระดับหนึ่ง เพราะเศรษฐกิจครึ่งปีแรกจะมีแรงขับเคลื่อนจากมาตรการต่างๆ ที่ออกมาต่อเนื่อง จนไปถึงเข้าครึ่งปีหลังที่การลงทุนภาครัฐมูลค่าหลายแสนล้านบาท จะมีการทยอยเบิกจ่ายในครึ่งปีหลังจำนวนหลายหมื่นล้านบาท ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีเป็นไปด้วยความราบรื่นมากขึ้น
การตั้งงบประมาณเพิ่มกลางปี ต้องถือว่ารัฐบาลพกโชคมาช่วย เพราะเกือบทั้งหมดเป็นรายได้จากการประมูลคลื่นโทรศัพท์ความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz หรือ 4จี อีกส่วนหนึ่งมาจากการ
เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น จากการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอีกลิตรละ 70 สตางค์
สำหรับงบประมาณเพิ่มเติมถูกนำไปใช้ 3 ภารกิจ ได้แก่ ภารกิจที่ 1 การลงทุนขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน และการเพิ่มโครงข่ายระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน 1.5 หมื่นล้านบาท นอกจากจะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่สำคัญในระยะปานกลางและยาว ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะต้องเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ที่จะนำพาให้เศรษฐกิจขยายตัวไปได้ 10-20 ปีข้างหน้า
ภารกิจที่ 2 เป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง 8,399 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมายงบประมาณ เมื่อมีการทำงบประมาณรายจ่ายต้องมีการตั้งงบชดใช้งบกลางที่รัฐบาลนำออกมาใช้ก่อนหน้านั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็เป็นผลดีทำให้เงินคงคลังมากขึ้น เป็นกระสุนสำรองเพื่อใช้ในยามที่รัฐบาลเงินขาดมือ ก็สามารถมาหยิบจากตรงนี้ไปใช้ก่อนได้ เช่น การจ่ายเงินเดือนข้าราชการเพิ่มเติม หรือ การจ่ายค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น ไม่ต้องไปใช้จากงบกลาง
สำหรับภารกิจที่ 3 จัดสรรเป็นงบกลาง จำนวน 3.2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการที่มีความจำเป็นต่อไป ซึ่งเงินส่วนนี้ทำให้รัฐบาลมีกระสุนสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากขึ้น โดยเฉพาะการออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งรัฐบาลได้แพลมออกมาแล้วว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก๊อกสองออกมา โดยส่วนหนึ่งจะเป็นมาตรการสินเชื่อของธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เกษตร (ธ.ก.ส.) ที่จะใส่เงินให้กับกองทุนหมู่บ้านเพิ่มเติม ซึ่งเป็นคนละมาตรการกับการปล่อยสินเชื่อให้กับกองทุนหมู่บ้าน 6 หมื่นล้านบาท ก่อนหน้านี้หากมีการดำเนินการเพิ่มเติมก็ต้องใช้เงินงบประมาณบางส่วนมาอุดหนุนให้กับธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.
ล่าสุด อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส. ออกมาระบุว่า คณะกรรมการได้เห็นชอบ 3 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือนร้อนจากปัญหาภัยแล้งในช่วงนี้ มาตรการแรก เป็นการปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรรายละ 1.2 หมื่นบาท ไม่คิดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก และ 6 เดือนหลังคิดดอกเบี้ย 4% จากที่ธนาคารคิดอยู่ประมาณ 7%
มาตรการที่สอง เป็นการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นเกษตรกร และมาตรการที่สาม เป็นการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ชุมชนที่จ้างเกษตรกรผลิตสินค้า ซึ่งทั้ง 3 มาตรการ ต้องให้ ครม.เห็นชอบ เพราะต้องจัดสรรเงินงบประมาณมาชดเชยดอกเบี้ยให้กับ ธ.ก.ส. ซึ่งสามารถนำเงินงบกลางที่เพิ่มขึ้นมาจ่ายชดเชยส่วนนี้ได้คล่องตัวมากขึ้น
อภิศักดิ์ ยังระบุว่า จะใช้เงินจากงบที่ตั้งเพิ่มขึ้นในการทำระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเพย์เมนต์ ประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนระบบเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะจะต้องมีการลงทุนในระบบให้เสร็จภายในกลางปีนี้ ยังเป็นการลงทุนสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวอีกด้วย เพราะระบบอีเพย์เมนต์จะเป็นการลดต้นทุนการชำระเงิน สร้างความสะดวกในการค้า ที่สำคัญเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีให้มากขึ้น โดย สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง คาดว่า ระบบนี้จะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่ต้องเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ แวต จาก 7% เป็น 10%
นอกจากนี้ เงินงบกลางที่เพิ่มขึ้นจากการทำงบประมาณเพิ่มเติม ยังสามารถนำไปทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวอีกจำนวนมาก ที่จะสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก จะเหลือก็แต่การผลักดันการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ และการลงทุนภาคเอกชนให้เกิดขึ้นได้จริงๆ ในครึ่งปีหลังตามที่รัฐบาลได้วางแผนไว้ เพราะหากการลงทุนขนาดใหญ่ไม่เกิด ยังไม่สามารถก่อสร้างและเบิกจ่ายงบลงทุนได้ทันภายในครึ่งปีหลัง การตั้งงบเพิ่มเติมเพื่อเทกระจาดในครึ่งปีแรกก็จะเสียเปล่า
ทั้งหมดถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่วันนี้รัฐบาลได้แต้มเพิ่มจากการทำงบกลางปีเพิ่มเติม จะเหลืองานหินที่เป็นปัญหามาตลอดหลายสิบปี คือ การลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐหากปีนี้ยังไม่มาตามนัด รัฐบาลก็บริหารเศรษฐกิจปีนี้หืดขึ้นคอมากกว่าปีที่ผ่านมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







