
ธกส.อุ้มเกษตรกรอีก6พันล.
คลังสั่ง ธ.ก.ส.ควัก 6 พันล้าน ปล่อยกู้เกษตรกรช่วยภัยแล้งรายละ 1.2 หมื่นบาท
คลังสั่ง ธ.ก.ส.ควัก 6 พันล้าน ปล่อยกู้เกษตรกรช่วยภัยแล้งรายละ 1.2 หมื่นบาท
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารมีมติเห็นชอบให้ ธ.ก.ส.ออกมาตรการสินเชื่อเพื่อค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและจำเป็น วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง
เงื่อนไขการให้สินเชื่อเป็นวงเงินกู้รายละ 1.2 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ย 0% ช่วง 6 เดือนแรก และตั้งแต่ 7-12 เดือน จะคิดอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี โดยจะเริ่มปล่อยสินเชื่อดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจำเป็นต้องช่วยให้เกษตรกรรายย่อยมีเงินใช้จ่ายในครัวเรือน เป็นเงินทุนหมุนเวียนในช่วงที่ประสบปัญหาภัยแล้งที่เข้าสู่ช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ ถือเป็นการประคับประคองเกษตรกรที่ประสบปัญหา และบรรเทาความเดือดร้อน เนื่องจากไม่ได้ทำการเพาะปลูก รวมไปถึงจัดเตรียมเครื่องมือการเกษตรเพื่อเตรียมรับมือฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง โดยกำหนดระยะเวลาการชำระคืน 12 เดือน
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบและอนุมัติโครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นแนวคิดริเริ่มของ ธ.ก.ส. ที่ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรแต่ละตำบลนำสินค้าเกษตรมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร โดยธนาคารจะมีวงเงินปล่อยกู้ให้แต่ละตำบล รวมทั้งจะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำและช่วยพัฒนาให้โครงการต่างๆ ที่เกษตรกรเสนอมา โดยยืนยันว่าหากเป็นโครงการที่ดีก็สามารถกู้นำไปลงทุนได้ทันที
ทั้งนี้ รัฐบาลและ ธ.ก.ส. ต้องการสร้างให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยพร้อมจะให้การสนับสนุนในด้านแหล่งเงินทุน เพื่อให้เกิด 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี หรือมีหลายเอสเอ็มอีใน 1 ตำบลก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเกษตรเกิดการพัฒนา สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและรายได้ให้กับเกษตรกร
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย ระบุว่า 5 พืชเศรษฐกิจสำคัญ คือ ข้าว ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน มีมูลค่าผลผลิตที่เกษตรกรขายได้มากกว่า 7.5 แสนล้านบาท/ปี เจอปัญหาภัยแล้งจะทำให้ผลผลิตลดลงมาก คาดว่าผลผลิตของพืชเศรษฐกิจสำคัญที่เกษตรกรจะขายได้ในปี 2559 จะลดลงประมาณ 6% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.52 หมื่นล้านบาท เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีรายได้ลดลงมากที่สุด







