
มองเขา-มองเรา
เหตุการณ์ 9/11 เมื่อ 11 ก.ย. 2544 ที่ขบวนการก่อการร้ายขับเครื่องบินพุ่งถล่ม ตึกเวิลด์เทรดฯ ราพณาสูร สร้างความเสียหายทั้งด้านเศรษฐกิจ ขวัญกำลังใจของชาวอเมริกัน
เหตุการณ์ 9/11 เมื่อ 11 ก.ย. 2544 ที่ขบวนการก่อการร้ายขับเครื่องบินพุ่งถล่ม ตึกเวิลด์เทรดฯ ราพณาสูร สร้างความเสียหายทั้งด้านเศรษฐกิจ ขวัญกำลังใจของชาวอเมริกัน
ความหวาดผวาปกคลุมไปทั้งอเมริกาและทั่วโลก
แต่สิ่งที่บรรดาผู้นำทางความคิด ผู้บริหารของสหรัฐกระทำก็คือการพูดให้ชาวอเมริกันลุกขึ้นสู้
นักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลกอย่าง พอล ครุกแมน ประกาศเปรี้ยง ความเสียหายแค่ตึกเวิลด์เทรดฯ ถล่ม ไม่ทำให้เศรษฐกิจที่ใหญ่โตและแข็งแรงของสหรัฐต้องล่มสลาย เหมือนกับเมล็ดฝุ่นไม่อาจจะโค่นภูเขา ทำนองนั้น
ขณะเดียวกันรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของสหรัฐก็ออกมาพูดทำนองเดียวกัน ขอให้ชาวอเมริกันดำเนินกิจกรรมเหมือนปกติ อย่าได้เกิดความหวาดกลัวลัทธิก่อการร้าย
เพราะหากชาวอเมริกันหวาดกลัว ไม่กล้าเดินทาง ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ฯลฯ จะเท่ากับเป็นแนวร่วมมุมกลับของกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ต้องการทำลายขวัญของชาวอเมริกัน
ชาวอเมริกันจึงต้องลุกขึ้นสู้ด้วยการดำเนินชีวิตตามปกติ
ขณะเดียวกันรัฐบาลกลางสหรัฐก็เพิ่มมาตรการป้องกันและตอบโต้การก่อการร้ายด้วย
ทั้งหมดคือเหตุการณ์ระดับโลกที่ผ่านพ้นไปแล้ว และทำให้สหรัฐต่อสู้กับการก่อการร้ายได้สำเร็จ
ย้อนกลับมาบ้านเรา เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ 9/11 เรียกว่าแตกต่างกันลิบลับ
ระเบิดที่หน้าห้างบิ๊กซี หรือที่จะเกิดจุดไหน มันเป็นแค่เศษเสี้ยวที่เคยเกิดขึ้นที่เวิลด์เทรดฯ
แต่น่าเสียดายที่ทำไมไม่มีผู้นำทางความคิดหรือผู้นำรัฐบาลของเราออกมาพูดเลยสักนิด ระเบิดแค่นี้ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจของไทยล่มสลาย แม้จะมีการเผาเมืองให้เห็นแต่เศรษฐกิจก็ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
และระเบิดไม่ว่ากี่ลูก คนไทยต้องไม่กลัว
คนไทยสมควรต้องร่วมกันสู้ด้วยการทำชีวิตให้เป็นปกติ อย่าได้หวาดผวา หรือเอาแต่บ่นแต่ด่าเท่านั้น
เพราะถ้าเกิดความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก มันจะมีระเบิดลูกอื่นๆ ตามมาอีก
แน่นอน แม้ระเบิดการก่อวินาศกรรมจะทำให้บางธุรกิจประสบปัญหา เช่น การท่องเที่ยว แต่คนในธุรกิจท่องเที่ยว รัฐบาล และคนไทยจะต้องหาทางช่วยเหลือฝ่าฟันออกไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นชะตาของประเทศจะอยู่กับระเบิดไม่กี่ลูกเท่านั้น
หนทางที่มีคือ พวกเราจะสู้ หรืออยู่อย่างหวาดกลัวเท่านั้น!!!







