
เกษตรนำร่องศึกษาประกันพืชผลเกษตร
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าศึกษาประกันภัยพืชผลเกษตร นำร่องขอนแก่น อุตรดิตถ์
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าศึกษาประกันภัยพืชผลเกษตร นำร่องขอนแก่น อุตรดิตถ์
นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้ขยายผลศึกษาโครงการนำร่องประกันภัยธรรมชาติสำหรับฤดูการปลูกข้าวนาปีที่ปลูกปี 2553/2554 โดยได้คัดเลือก อ.เมือง จ.ขอนแก่น และ อ.ตรอน และพิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ศึกษาเปรียบเทียบวิธีประเมินความเสียหายจากภัยธรรมชาติสำหรับการผลิตข้าวซึ่งใช้ดัชนีภูมิอากาศและไม่ใช้ดัชนีภูมิอากาศ ประเมินความเสียหายที่แปลงผลิต
การดำเนินการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมประกันวินาศภัย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมอุตุนิยมวิทยา ธกส. และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ตามแนวทางที่กระทรวงการคลังเสนอ
“การประกันภัยถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงของเกษตรกร เพราะไม่รู้ว่าจากสภาพอากาศแปรปรวนจะทำให้ผลผลิตเสียหายมากน้อยเพียงใด”นายอรรถกล่าว
สำหรับผลผลิตข้าว การศึกษาจะประเมินความเสียหายจริงเป็นรายแปลง ใช้ต้นทุนการผลิตมาคำนวณกับโอกาสการเกิดภัยในแต่ละพื้นที่ แบ่งเป็น 3 กลุ่มจังหวัด คือ กลุ่มจังหวัดที่โอกาสเกิดภัยสูง อัตราเบี้ยประกัน 425 บาทต่อไร่ โอกาสเกิดภัยปานกลาง เบี้ยประกัน 262 บาทต่อไร่ และโอกาสเกิดภัยต่ำ 155 บาทต่อไร่
วงเงินคุ้มครองคำนวณจากต้นทุนผลิต คุ้มครองสูงสุด 2,240 บาทต่อไร่ โดยจะจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรตามช่วงเวลาการเจริญเติบโตของข้าวที่ได้รับความเสียหาย 3 ช่วง คือ ระยะกล้าแก่ (ปลูก 30 วัน) ชดเชย 1,796 บาทต่อไร่ ระยะแตกกอ (3160 วัน) 2,170 บาทต่อไร่ ระยะออกดอกก่อนเก็บเกี่ยว (61 วันก่อนเก็บเกี่ยว) ชดเชย 2,240 บาทต่อไร่ โดยพบว่าเกษตรกรสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันได้ไม่เกิน 150 บาทต่อไร่
อย่างไรก็ดี การศึกษาได้แบ่งระบบประกันภัยเป็น 2 ระดับ คือ 1.ระดับพื้นฐาน รัฐจ่ายเบี้ยประกันให้เกษตรกรทั้งหมดที่ไม่เข้าร่วมประกันภัย เกษตรกรจะได้รับเงินชดเชยเท่ากับการการช่วยเหลือในปัจจุบันที่รัฐช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติ อัตรา 606 บาทต่อไร่ และ 2.ระดับต้นทุนการผลิต เกษตรกรที่ซื้อประกันเท่านั้นจะได้รับการคุ้มครองโดยรัฐสมทบค่าเบี้ยประกันภัยให้ 60%หากประสบปัญหาจะได้รับการชดเชยสูงสุดไร่ละ 2,240 บาทสำหรับภัยธรรมชาติที่คุ้มครองมี 2 ภัยคือภัยแล้งและน้ำท่วม







