posttoday
เศรษฐกิจสหรัฐโตต่อเนื่อง แต่ไม่เข้มแข็ง

เศรษฐกิจสหรัฐโตต่อเนื่อง แต่ไม่เข้มแข็ง

20 มกราคม 2559

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ได้เคยเขียนไปแล้วเมื่อช่วงปีใหม่ว่า ปี 2559 นี้ เศรษฐกิจอาจจะไม่ได้เลวร้ายนักอย่างที่กังวลกันมากๆ จนบางคนบอกว่าปี 2558 นั้น เป็นการเผาหลอก และปี 2559 จะเป็นปีที่เผาจริง จะเผาจริงหรือเผาหลอกนั้น ผู้เขียนมองว่าเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ 2 ประเทศ อย่างสหรัฐและจีน จะมีส่วนชี้เป็นชี้ตายที่สำคัญ ในแง่ของสหรัฐดูเหมือนว่าเศรษฐกิจดีขึ้น และถ้าการผงกหัวขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นไปแบบต่อเนื่อง ก็น่าจะมีผลดีอยู่บ้างต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ เพราะสหรัฐเป็นตลาดเปิดโอกาสที่การส่งออกของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นย่อมเป็นไปได้มาก

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้อ่านหลายๆ มุมมอง ผู้เขียนจึงจะขอหยิบยกการศึกษาของธนาคารต่างประเทศที่เป็นธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งมาเล่าสู่กันฟังว่า เขามองเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างไร แน่นอนว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐดีขึ้น เช่น งบประมาณขาดดุลของรัฐบาลกลางได้ลดลงจากช่วงที่มากที่สุด คือ เกือบ 10% ของจีดีพี ในปี 2009 เหลือเพียง 3% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2015 ถึงแม้ว่าการลดลงนี้น่าจะเป็นลักษณะชั่วคราว เนื่องจากประชาชนสหรัฐเองก็เริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย ดังนั้นรัฐบาลกลางจะมีค่าใช้จ่ายในเรื่อง Social Security และสุขภาพเพิ่มขึ้นในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า และจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 14.2% ของจีดีพี ภายในปี 2040 ซึ่งที่จริงรายงานเรื่องความสามารถในการแข่งขันของ WEF (World Economic Forum) ได้จัดอันดับอัตราหนี้สินของสหรัฐต่อจีดีพี ให้สหรัฐตกอยู่อันดับที่ 134 จากทั้งหมด 144 ประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐในตลาดโลกลดลง

ถึงจะมีปัญหาดังกล่าวข้างต้น แต่ปัจจุบันก็เห็นได้ชัดว่าการขาดดุลของสหรัฐลดลงดังที่กล่าวข้างต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสำคัญมากอีกประการ คือ บริษัทต่างๆ ในสหรัฐได้เป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีรอบใหม่ (New Wave of Technological Innovation) ซึ่งเมื่อพูดถึงนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่อง IT อย่างที่คนไทยมักจะเข้าใจกัน ไม่ใช่ Application การสั่งอาหาร จองร้านอาหาร หรือเรียกแท็กซี่อย่างที่คนไทยรู้จัก แต่รวมไปถึงเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ เช่น ด้านเคมี ด้าน Material และด้านBiomedical Engineering, Advanced Optic และ 3D Printing เป็นต้น

ทำอย่างไรจะทำให้คนไทยรวมถึงผู้บริหารกำหนดนโยบายทั้งหลายเข้าใจว่านวัตกรรมนั้น ไม่ใช้แค่การคิดประดิษฐ์อะไรเพียงเล็กน้อยแล้วมองว่าเป็นของใหม่ๆ ก็ถือเป็นนวัตกรรม แต่ที่จริงแล้วต้องเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่อง Software หรือ IT แม้ว่า Software หรือ IT จะเป็นเทคโนโลยีรูปหนึ่ง แต่เทคโนโลยีนั้นกว้างกว่า และเป็นขั้นที่สูงกว่า ซับซ้อนกว่ามาก อาจเป็นเคมเทค อาจเป็นนาโนเทค อาจเป็น Material ผู้เขียนได้มีโอกาสเห็น การจับเซลล์เล็กๆ ของมนุษย์จากส่วนหนึ่งของอวัยวะภายในใส่ในภาชนะเล็กๆ เพื่อฉีดเข้าไปในร่างกายให้ไปรักษาอวัยวะภายในอีกชนิดหนึ่ง ที่ไม่ใช่เรื่องของ Stemcell ที่คนไทยเข้าใจกันแบบผิดๆ ถูกๆ เมื่อไรที่สามารถเปลี่ยนความเข้าใจของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายให้ถูกต้องได้ว่านวัตกรรมเทคโนโลยีคืออะไร ประเทศไทยก็น่าจะก้าวหน้าไปได้อีกหนึ่งก้าว ผู้เขียนมองว่าก้าวไปได้อีกเพียงก้าวเดียวเพราะเรายังขาดทรัพยากรบุคคลอีกมาก บุคคลเหล่านี้ต้องจบ Phd. หรือสูงกว่า Phd. และมีประสบการณ์ในการทำวิจัย จึงจะก้าวเข้าสู่ New Wave Technology ได้

สหรัฐนั้นมีผู้ที่จบระดับดังกล่าวข้างต้นจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเงินกองทุนสูง ทำให้สามารถพัฒนาสิ่งที่เกิดจากนวัตกรรมใหม่ไปสู่สินค้าและสู่ตลาดได้มากและเร็วขึ้น เรียกว่าสามารถข้าม “หุบเหวมรณะ” (Valley of Death) ได้มากที่สุดในโลก มี Start Up ด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นจำนวนมาก ความผสมผสานอย่างพอดีระหว่างทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถสูง และทรัพยากรด้านการเงินจำนวนมากเหล่านี้ จึงทำให้สหรัฐจะยังคงเป็นผู้นำในสิ่งที่เรียกว่า “Cutting Edge Technology” ไปอีกนาน

การที่สหรัฐมีปัจจัยด้านเทคโนโลยีเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบกับการพัฒนาด้านพลังงานใหม่ และการที่เงินเหรียญสหรัฐยังเป็นเงินที่ใช้ระหว่างประเทศในการค้าขายเหล่านี้ ทำให้ธนาคารต่างประเทศวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะพัฒนาต่อเนื่องไปได้ แม้จะมีเรื่องระบบภาษี เรื่องสังคมวัยชรา และการขาดดุลงบประมาณคอยดึงขาไว้ก็ตาม เพียงแต่ปัจจัยที่ดึงขาไว้เหล่านี้ จะทำให้เศรษฐกิจพัฒนาไปได้
ไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เขาใช้คำว่ายังเป็นผู้นำในการเจริญเติบโต แต่ไม่เข้มแข็งพอที่จะพาประเทศในโลกให้เติบโตตามไปด้วยได้ ดังนั้นถ้าประเทศไทยคิดจะพึ่งพาเศรษฐกิจของสหรัฐให้ลากจูงไปด้วยคงจะไม่สำเร็จแล้ว แต่ต้องหันมาพึ่งตัวเองให้มากขึ้นนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน