
จีนทรุด 25 ปีแค่เผาหลอก โลกหวั่นเผาจริงปีนี้
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เมื่อวานนี้ จีนเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ขยายตัวอยู่ที่ 6.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้การขยายตัวทั้งปีวืดเป้า 7% ไปอยู่ที่เพียง 6.9% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี
การเติบโตที่ต่ำกว่าเป้าหมายนี้ตอกย้ำภาวะเศรษฐกิจของจีนที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนแผนแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังชะลอตัว
ประกอบกับปัจจัยในประเทศจีนทั้งภาคเอกชนและปริมาณหนี้ ยังอาจจะทำให้การขยายตัวในปี 2016 นี้ ย่ำแย่กว่าปี 2015 เสียอีก
ที่ผ่านมาจีนพยายามที่จะสื่อสารให้โลกรู้ว่า ตอนนี้เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในภาวะ “นิวนอร์มอล” (New Normal) หรือการที่เศรษฐกิจจีนจะไม่กลับไปขยายตัวแรงมากกว่า 10% อีกต่อไป เนื่องจากจีนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการผลิต การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งออก เป็นการบริโภคและการบริการแทน
การพยายามผลักดันการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นหลังจากที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของจีนเริ่มจะไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป ในขณะที่ภาคการผลิตก็ผลิตออกมามากเกินศักยภาพ โดยเฉพาะภาคอสังหา ริมทรัพย์ แม้กระทั่งการส่งออกของจีนก็เป็นส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจน้อยลง
จากข้อมูลของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า การส่งออกของจีนเคยเป็น 34.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2007 แต่ในปี 2014 เหลือเพียง 22.6% ของจีดีพี
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน เปิดเผยว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนครึ่งหนึ่งนั้นมาจากภาคการบริการ อย่างไรก็ตามหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล กลับรายงานว่า บรรดานักเศรษฐศาสตร์และเจ้าหน้าที่ทางการจีนต่างออกมาคาดการณ์ต่อภาคเอกชนจีน ที่มีแววจะย่ำแย่ต่อเนื่องในปี 2016 จนเกิดการเลย์ออฟพนักงานในที่สุด
ปัญหาของจีน คือ การผลิตเกินและการลงทุนมากเกินไปในบางภาคส่วน จนราคาสินค้าที่ผลิตเกินนั้นถูกลงๆ ประกอบกับค่าจ้างแรงงานในภาคส่วนอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นเกือบ 10% ต่อปี ในขณะที่แรงงานรุ่นเยาว์กลับชอบทำงานออฟฟิศมากกว่า
“ค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าที่ถูกลงๆ กลายเป็นความท้าทายที่แท้จริงของจีน” ซาบีน บาเออร์ ผู้อำนวยการอาวุโสสถาบันการเงินของฟิทช์เรทติ้งส์ในฮ่องกง กล่าว
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองเห็นจุดแข็งด้านการจ้างงานของจีน โดยอัตราการว่างงานของจีนอยู่ที่ราว 4% มาตั้งแต่ปี 2013 ต่ำกว่าสหรัฐที่อยู่ที่ราว 5% แต่จุดแข็งดังกล่าวกำลังอยู่ในความเสี่ยง
การขยายตัวของรายได้ภาคเอกชนจีนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ติดลบ 3.6% ซึ่งหากภาคเอกชนเผชิญกับรายได้ที่ตกลง พนักงานก็จะไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น และไม่เกิดการใช้จ่ายตามมาเป็นลูกโซ่ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของภาคการบริโภค ในขณะที่จากข้อมูลของบีเอ็มไอ รีเสิร์ช ภาครัฐวิสาหกิจก็มีรายได้ตกลง 9.5% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2015 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2014
ภาคเอกชนที่ติดลบนั้น ยังเกิดขึ้นท่ามกลางหนี้กองพะเนินของจีน โดยแม้ตัวเลขทางการของจีนจะระบุว่า จีนมีหนี้สาธารณะเพียง 41% ของจีดีพีเท่านั้น แต่จากข้อมูลของยูบีเอสกรุ๊ป คาดการณ์ว่าหนี้ทั้งหมดของจีนจะอยู่ที่เกือบ 260% ของ จีดีพีทีเดียว เพิ่มขึ้นจากปี 2007 ที่อยู่ต่ำกว่า 160% และมากกว่าญี่ปุ่นที่ครองตำแหน่งหนี้สาธารณะสูงสุดอันดับ 1 อย่างเป็นทางการในตอนนี้ที่ 230%
นอกจากนี้ ในขณะที่สัดส่วนหนี้เสียในจีนจะยังต่ำอยู่ที่ 1.6% ในสิ้นไตรมาส 3 ปี 2015 แต่ธนาคารจีนก็มีการปล่อยกู้สินเชื่อมาก และหนี้ที่ไม่ได้รับการบันทึกอย่างหนี้นอกระบบอีกด้วย โดยหนี้ที่เพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่กลายเป็นการก่อหนี้ใหม่เพื่อใช้หนี้เก่ามากกว่าจะเกิดการลงทุนอะไรใหม่ๆ ซึ่งครัวเรือนและเอกชนใช้จ่าย 20% ของจีดีพีจีนเพื่อจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้กันทั้งนั้น
นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2014 จีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว 6 ครั้ง รวมถึงปรับลดอัตราเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) อีกหลายครั้ง แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจกลับยังพลาดเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยยังจะกระตุ้นให้เกิดเงินทุนไหลออกและหนี้เสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ปรับลดจำนวนพนักงานในที่สุด
เพราะฉะนั้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยก่อนหน้านี้ในแผนเศรษฐกิจปี 2016 จีนมีแง้มออกมาแล้วว่า จะใช้งบประมาณขาดดุลเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการปรับลดอัตราภาษีและอาจรวมไปถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม ที่แม้จะไม่ได้ผลมากอย่างแต่ก่อน แต่ก็กระตุ้นให้เกิดการลงทุนและกู้ยืมระยะสั้น สอดคล้องกับที่สีจิ้นผิงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จีนสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระยะสั้น
นอกจากนี้ จีนยังเคลื่อนไหวเพื่อมองหาพันธมิตรใหม่อีกด้วย สังเกตได้จากการเดินทางไปเยือนตะวันออกกลางเพื่อพบตัวแทนของอียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย และอิหร่าน ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง โดยจีนปล่อยกู้ให้กับอียิปต์ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.5 หมื่นล้านบาท) ในขณะที่พยายามเพิ่มอิทธิพลในตะวันออกกลาง
ซาอุดิอาระเบียขายน้ำมันให้กับจีนคิดเป็นสัดส่วน 16% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของจีน เมื่อปี 2014 ในขณะที่เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรักชั่น คอร์ป รัฐวิสาหกิจรถไฟจีน เสนอข้อเสนอให้กับอิหร่านในการสร้างทางรถไฟเชื่อมกรุงเตหะรานไปยังซินเจียง ภูมิภาคทางตะวันตกของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมเอเชียและยุโรปของจีน ที่ชื่อว่าเส้นทางสายไหมแห่งใหม่
จีนเป็นประเทศที่รวดเร็วในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจเหนือการจัดการทางเศรษฐกิจ และจีนยังไม่เปิดเสรีตลาดอย่างเต็มที่ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดอยู่บ่อยครั้ง ต่อการแทรกแซงของจีนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมาจีนก็สามารถแก้ปัญหา ออกเงินช่วยเหลือธุรกิจที่กำลังล้มละลาย รวมถึงใช้จ่ายจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างรวดเร็วเสมอจากความที่เป็นพรรคคอมมิวนิสต์ กลายเป็นความท้าทายของจีนที่จะกำจัดหนี้เน่า ซึ่งจำกัดการบริโภค ก่อนที่จะรุนแรงขึ้นจนกลายตกเข้าสู่เงินฝืด ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2016 นี้ก็เป็นได้







