
ยึดโมเดลอเมริกันปฏิรูปตำรวจไทย
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
จากการศึกษาติดตามข่าวสารในเรื่องระบบการพิทักษ์สันติราษฎร์ของตำรวจในประเทศที่เจริญแล้วกับตำรวจไทยมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างในเชิงวิเคราะห์ เพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปตำรวจตามที่หลายวงการให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ โดยยกตัวอย่าง เช่น ระบบของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นกรณีข้อเปรียบเทียบ ทั้งนี้ปรากฏว่าที่นั่นนอกจากไม่มีกรมตำรวจแล้ว ยังไม่มีทบวงหรือกระทรวงตำรวจ ซึ่งทำให้สายบังคับบัญชายุ่งเหยิง ยุ่บยั่บ และไม่อุ้ยอ้ายเกินความจำเป็นอีกต่างหาก ทั้งยังไม่มีโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ทำการผลิตตำรวจอาชีพโดยตรงอย่างเมืองไทยอีกด้วย
การแต่งตั้งตำรวจให้แต่ละเมืองทำการคัดเลือกตำรวจที่จะมาดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านในเมืองนั้นจากประชาชนในเมืองด้วยกันเอง ซึ่งตำรวจใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว ก็จะถูกส่งไปยังสถานที่ฝึกอบรมวิชาการตำรวจประมาณ 26 สัปดาห์ จนจบหลักสูตรแล้วออกมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายท้องถิ่นนั้นๆ บัญญัติไว้
ฉะนั้น ระบบตำรวจของอเมริกันจึงไม่ปรากฏปัญหาในเรื่องแบ่งพวกแบ่งเหล่า ในทำนองว่าอั๊วจบจาก นรต. ส่วนลื้อจบจากมหาวิทยาลัยอื่น ไม่ใช่สถาบันนายร้อยตำรวจ โดยมักจะถูกตั้งแง่มองว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน จนทำให้การทำงานไม่เกิดความสมานกลมเกลียวเท่าที่ควร อันเป็นทัศนคติที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่และการพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน
ระบบตำรวจสหรัฐไม่มีการจัดตั้งกรมตำรวจ คำว่า Police Chief นั้น ก็มิได้หมายถึงอธิบดีกรมตำรวจ ทว่าหมายถึง หัวหน้าตำรวจของแต่ละเมืองเท่านั้น และอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายกเทศมนตรี ตำรวจจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามนโยบายของนายกเล็กดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้เกิดผลในทางบริหารของเทศบาลในแห่งนั้น อันจะส่งผลต่อการเลือกตั้งจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไปโดยทางอ้อม นายกเล็กจึงต้องกวดขันลงแส้ให้ตำรวจภายใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชอบธรรม
โดยเฉพาะระบบตำรวจอเมริกันไม่มียศชั้นนายพันแต่อย่างใด ขั้นสูงสุดแค่นายร้อยเท่านั้น ถ้าสูงกว่านั้นกลับใช้เป็น “นาย” ซึ่งหลายคนอาจมีข้อกังขาว่าจะไม่เป็นปัญหาในการสั่งงานหรือ? ทางปฏิบัติก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะใช้อำนาจโดยตำแหน่งเป็นหลักในการสั่งงาน
มีนักวิชาการหลายท่านเสนอความเห็นว่า การไม่มียศจะเป็นผลดีต่อระบบ เพราะไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าขุนมูลนาย และเกิดความอยากใช้ใคร่ดีที่อยากจะมียศ ทำให้เกิดความรักแต่ยศ แต่ไม่รักวิชาชีพตำรวจ ไม่รักงานตามหน้าที่แห่งตน จะเห็นได้ว่ามีตำรวจบางรายเข้ารับราชการตำรวจเนื่องเพราะอยากได้ยศ และเป็นตำรวจเพราะคุณพ่อคุณแม่ต้องการ เพื่อเป็นเกียรติประวัติของวงศ์ตระกูล ฟังแล้วงง!?
สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ ระบบตำรวจอเมริกันไม่ต้องโยกย้ายไปเมืองโน้นเมืองนี้ เป็นตำรวจเมืองไหนก็อยู่ไปตลอดในเมืองนั้น ทำให้ตำรวจผู้นั้นต้องพยายามสร้างเกียรติประวัติของตนเองไว้อย่างเหนียวแน่นในท้องที่ ถ้าเกิดข่าวไม่ชอบมาพากลก็จะหมดอนาคตในอาชีพตำรวจทันที และไม่สามารถจะวิ่งเต้นย้ายไปทำหน้าที่ในแห่งอื่นได้เลย
สหรัฐไม่มีเขตปกครองเป็นจังหวัดๆ เหมือนประเทศไทย มีเพียง City ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และ Town ที่เป็นเมืองเล็กๆ หากเกิดข่าวอื้อฉาวในเรื่องไม่ดีไม่งามของตำรวจก็จะดังไปทุกซอกทุกมุมในเมือง และเป็นที่น่ารังเกียจของผู้คนในเมืองนั้นๆ ต่างกับระบบตำรวจไทยโดยสิ้นเชิง ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนทำชั่วจนเหม็นหึ่งในที่เก่า แต่สามารถย้ายไปหอมที่เมืองอื่นอย่างไร้เหตุผล ในเมื่อเป็นคนไม่ดีเคยทำชั่วทุจริตมาแล้ว ถึงจะย้ายไปอยู่ ณ ที่ใดคงไม่อาจลบล้างความชั่วในผลการกระทำแห่งตนได้ มิใช่หรือ?
โยกย้ายแต่ละครั้งด้วยเงินมหาศาล ซึ่งจะยังผลให้เกิดระบบน่ารังเกียจ...เมื่อเสียแล้วต้องถอนทุนคืน?!
จะเห็นได้ว่ามักจะเกิดข่าวขึ้นในสื่อมวลชนหรือสื่อทางออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งผู้เขียนยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นความจริงในทำนองว่า เมื่อเสียเงินวิ่งเต้นแล้วก็ต้องถอนทุน โดยการสะสมกำไรเพื่อวิ่งเต้นไปอยู่โรงพักเกรดดียิ่งขึ้น มีการประมูลตำแหน่งไม่ต่างกับการประมูลรถยนต์ และนอกจากการส่งรายเดือนยังไม่พอ ตำรวจนายร้อยขึ้นไปต้องชกป้องกันตำแหน่งทุก 3 6 12 เดือนอีกด้วย ถ้าไฟต์ไหนชกพลาด ก็ต้องเตรียมเก็บของไป สภ.อ.หลังเขาโน้น จริงไหม? นะเอย...
สำหรับเงินเดือนตำรวจอเมริกัน อยู่เมืองไหนก็เอาภาษีของประชาชนเมืองนั้นไปจ่าย ตำรวจจึงเกิดความรู้สึกว่าจะต้องทำงานให้คุ้มค่าจ้าง ต้องรับผิดชอบต่อคนทั้งเมือง กระทั่งได้รับการยกย่องจากประชาชน และไม่กล้ากระทำการทุจริต เพราะมีประชาชนเป็นผู้พิพากษาตัวเขานั่นเอง
การที่ตำรวจขึ้นอยู่กับท้องถิ่น จะทำให้ไม่เกิดบ่อนซ่องที่ผิดกฎหมาย เพราะหากเกิดขึ้นที่ไหน ฝ่ายค้านจะนำไปโจมตีในที่ประชุม นายกเทศมนตรีก็เดือดร้อน เกรงว่าจะกระทบคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ย่อมต้องเร่งมาที่ตำรวจเป็นทอดๆ ไป
ระบบตำรวจแบบนี้มีข้อดีที่ประชาชนจะสามารถเป็นหูเป็นตาให้ด้วย ซึ่งในที่สุดการทำผิดกฎหมายจะหายไป และตำรวจที่รีดไถหรือเมาทั้งปีประชาชนคงไม่เอาไว้ให้เปลืองภาษีเป็นแน่!
ดังนั้น จึงมีประเด็นที่น่าพิเคราะห์พิจารณาและศึกษาในเชิงลึกว่า ถึงเวลาสำหรับการนำร่อง โดยการลองนำระบบตำรวจอเมริกันดังกล่าวมาทดลองใช้ในประเทศไทยหรือยัง? ด้วยการตรากฎระเบียบ พ.ร.บ.ตำรวจใหม่ บัญญัติให้ตำรวจนครบาลขึ้นกับกรุงเทพมหานคร หรือตำรวจภูธรขึ้นกับผู้บริหารท้องถิ่นดูบ้าง เพื่อประโยชน์ตามแผนพัฒนาระบบบริหารราชการของประเทศโดยรวม มิดีหรือ?
ทั้งนี้ ถ้าหากตำรวจขึ้นตรงกับท้องถิ่นและบริการดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ บ้านเมืองก็ประสบความสงบสุข นักธุรกิจก็กล้าเข้ามามากขึ้น ยังผลให้การเก็บภาษีรายได้มากขึ้นตลอดจนเป็นผลดีต่อความเจริญของประเทศชาติ ตามที่ผู้นำประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความตั้งใจจริงที่ปรารถนาอยากจะได้เห็นประเทศชาติสามารถเดินไปสู่ความรุ่งเรืองตามอารยประเทศโดยปริยาย
ผู้เขียนในฐานะเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงอยากเสนอบทวิเคราะห์เปรียบเทียบระบบตำรวจของประเทศไทยกับของสหรัฐดังกล่าวนี้ในเชิงวิชาการ ต่อผู้เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปตำรวจซึ่งยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ด้วยเจตนาเพื่อเป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาปฏิรูประบบตำรวจของประเทศให้ก้าวหน้าทันสมัย เจริญตามระบบตำรวจของนานาอารยประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ตามที่รัฐบาลยุคใหม่และประชาชนให้ความคาดหวังเอาไว้ให้จงได้ ด้วยความประสงค์อยากจะเห็นสถาบันตำรวจซึ่งมีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ ให้เป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และเป็นที่ศรัทธาของประชาชนอย่างแท้จริงในที่สุด







