posttoday
ตามโลกให้ทัน

ตามโลกให้ทัน

19 มกราคม 2559

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

ผมเห็นข่าวที่ห้างวอลมาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังของอเมริกา ปิดสาขากว่า 269 แห่ง ทั้งในอเมริกาและต่างประเทศ พร้อมทั้งเลิกจ้างพนักงานกว่า 1 หมื่นคนในอเมริกา และอีก 6,000 กว่าคนในต่างประเทศแล้ว เกิดความรู้สึกว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของธุรกิจการค้าปลีกแล้วกระนั้นหรือ เพราะนอกจากวอลมาร์ทแล้ว ห้างสรรพสินค้าชื่อดังอีกแห่งหนึ่งของอเมริกา คือ ห้างเมซี่ ก็ได้เริ่มปิดสาขาและเลิกจ้างพนักงานกว่า 40 สาขาในอเมริกาด้วย

นักวิเคราะห์ทางการเงินคาดหมายว่า วอลมาร์ทจะประกาศปิดสาขาและเลิกจ้างพนักงานอีกในอนาคตอย่างแน่นอน

เหตุผลของการปิดสาขาและเลิกจ้างพนักงานนับหมื่นคน ก็เพราะผลประกอบการของบริษัทมีปัญหา กำไรลดลง และราคาหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ลดลงกว่า 20% การปรับลดจำนวนสาขาและเลิกจ้างพนักงานเป็นความจำเป็นที่บริษัทต้องทำเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง

คำถามที่น่าคิด คือ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้รายได้ของบริษัทที่เคยครอบงำชีวิตของคนอเมริกาในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ลดลงจนกระทบถึงผลประกอบการและราคาหุ้น

นักวิเคราะห์เชื่อว่าสาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าปลีกยุคใหม่ และการเข้ามาของการค้าปลีกในระบบออนไลน์ โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหญ่ เช่น อเมซอน ซึ่งสามารถทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าทุกชนิดและทุกประเภทได้โดยไม่ต้องไปเสียเวลาเลือกหาซื้อที่ห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตเหมือนเดิม

ผลจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นอกจากจะกระทบถึงห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตโดยตรง เช่น วอลมาร์ท หรือเมซี่ แล้วยังกระทบมาถึงศูนย์การค้าต่างๆ ด้วย เพราะที่ไหนที่ห้างดังๆ อย่างเมซี่หรือเซียร์ปิดตัวลง จะทำให้ความต้องการที่จะเปิดร้านขายสินค้าในศูนย์การค้าลดลงตามไปด้วย ผลคือในอเมริกามีศูนย์การค้าปิดตัวเองไปแล้วกว่า 24 แห่งใน 2 ปีที่ผ่านมา คือเฉลี่ยเดือนละแห่ง และอีก 60 แห่ง ก็กำลังจะต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีผู้เช่า

ทั้งหมดที่เขียนมาข้างต้น มาจากข่าวที่สำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยออกมา แต่ที่ผมทราบจากประสบการณ์ใกล้ตัว คือ จากร้านขายของของลูกสาวในนิวยอร์ก ที่ปรากฏว่าแนวโน้มการสั่งซื้อสินค้าเริ่มมาจากการขายสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต และเปิดออร์เดอร์ที่มาจากทั้งในอเมริกา แคนาดา และประเทศอื่น แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค และพฤติกรรมของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่อย่างชัดเจน

ผมเชื่อว่าธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทยเองก็กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงระดับที่เกิดขึ้นในอเมริกา แต่บ่อยครั้งจะได้รับพัสดุภัณฑ์สินค้าที่ลูกสาวนักช็อปสั่งซื้อออนไลน์ จึงเชื่อได้ว่าท้ายที่สุดอีกไม่นานเกินรอ พฤติกรรมของธุรกิจค้าปลีกคงเดินไปแนวเดียวกับที่เกิดขึ้นในอเมริกาขณะนี้

ที่แปลกใจคือ เดี๋ยวนี้ไปที่ไหนจะเห็นศูนย์การค้าเล็กๆ ประเภทคอมมูนิตี้มอลล์เปิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง และทุกแห่งขายอาหารและขายสินค้าเหมือนๆ กัน มีร้านอาหารชื่อคุ้นหูติดตาเปิดอยู่ทุกแห่ง และดูเหมือนว่าที่ยังคึกคักมีคนเข้าไปใช้บริการก็คือร้านอาหารประเภทนี้ ส่วนร้านค้าทั่วไปค่อนข้างจะเงียบ บางร้านติดป้ายไว้ว่าถ้าต้องการซื้อสินค้าในร้านให้โทรศัพท์ติดต่อ เพราะไม่มีพนักงานขายประจำอยู่ในร้าน

นอกจากศูนย์การค้าคอมมูนิตี้มอลล์แล้ว ยังเห็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่เปิดใหม่และขยายกันใหญ่โต ซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีใครคิดว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของการค้าปลีกในยุคนี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง และไม่ว่ารถจะติดแค่ไหนคนไทยยังจะไปศูนย์การค้า ส่วนจะไปช็อปหรือไปเดินตากแอร์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คงต้องดูกันต่อไป

แต่ที่น่าสังเกตคือ ห้างใหญ่ๆ ที่เป็นของต่างประเทศเริ่มขายธุรกิจในเมืองไทยออกไปให้นักลงทุนไทย ทำให้ผมนึกถึงครั้งหนึ่งในอดีตที่ธุรกิจฝากข้อความผ่านเครื่องรับมีคนใช้บริการหลายล้านคน อยู่ๆ ก็ขายธุรกิจให้คนไทยราคาถูกๆ ก่อนการเข้ามาของโทรศัพท์มือถือยุคใหม่ไม่กี่ปี น่าคิดว่าที่นักลงทุนต่างชาติขายธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทยนั้น นอกจากบริษัทแม่ขาดทุนแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งเป็นเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ว่าในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจค้าปลีก จึงรีบขายออกไปในช่วงที่ธุรกิจยังอยู่ในภาวะปกติเพื่อทำกำไรจากราคาทรัพย์สินและธุรกิจ แทนที่จะรอให้ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของธุรกิจค้าปลีกเหมือนที่เกิดในประเทศที่เจริญแล้ว

จะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่านักลงทุนในประเทศที่เจริญแล้วมักจะเดินล้ำหน้านักลงทุนในประเทศที่กำลังพัฒนาก้าวหนึ่งเสมอ

พูดมาถึงตรงนี้ ต้องพูดถึงเรื่องราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาหุ้น ราคาตราสารหนี้ อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยที่กำลังผันผวนด้วยว่า เอาเข้าจริงๆ คนที่จะทำให้ราคาหรืออัตราเปลี่ยนแปลงได้นั้น ไม่ใช่นักลงทุนหรือรัฐบาลของประเทศเล็กๆ หรือประเทศที่กำลังพัฒนา แต่เป็นนักการเงินแถววอลสตรีท และรัฐบาลหรือธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจเป็นหลัก จะวิเคราะห์วิจัยหรือกำหนดนโยบายอะไร อย่าลืมความจริงที่น่าเจ็บปวดนี้ไว้บ้าง เพราะความเสี่ยงประเภทนี้เป็นความเสี่ยงที่ไม่มีใครสามารถคาดคะเนหรือบริหารได้ เนื่องจากอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐหรือนักลงทุนในประเทศเล็กๆ นี่เป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งในหมากที่มหาอำนาจเขากำลังเล่นกันเท่านั้นเอง

เขียนมาตั้งนาน ท่านผู้อ่านสรุปเอาเองก็แล้วกัน เพราะผมไม่ทราบว่าจะสรุปอย่างไรเหมือนกัน เอาว่าเดินตามโลกให้ทันก็แล้วกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท